SUPER

"เก็บ"ก่อนตาย

สวัสดิการสุดท้ายก่อนลาโลก

คนที่เดินทางมาทำงานเก็บเงินที่ออสเตรเลียทุกคนคงรู้จักเงิน Super กันดี แต่เงิน Super คืออะไร และเราต้องเสียเงิน Super ไปเพื่ออะไร เงิน Super มีประโยชน์อย่างไร บทความนี้จะพาท่านมาหาคำตอบกันครับ

 

SUPER

"เก็บ"ก่อนตาย
สวัสดิการสุดท้ายก่อนลาโลก

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

เงิน Super คืออะไร
เงิน Super หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า Superannuation คือเงินสะสมจากการทำงานที่ถูกสำรองไว้สำหรับเป็นเงินบำนาญของบุคคลหนึ่งๆ เงิน Super เป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ในยามเกษียณอายุ โดยคิดจากอัตราเงินค่าจ้างหรือเงินเดือนที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้าง ดังนั้นเงิน Super จึงเป็นสวัสดิการที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มเติมเพื่อเป็นผลประโยชน์แก่ลูกจ้าง ไม่ใช่การหักเงินเดือนของลูกจ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีเงินจำนวนนี้ไม่ได้จ่ายให้กับลูกจ้างโดยตรง แต่จะจ่ายเข้ากองทุนเงิน Super เพื่อเป็นการออมเงินภาคบังคับ เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปบริหารเพื่อสร้างหลักประกันว่าบุคคลคนนั้นจะมีรายได้เพียงพอในยามเกษียณ
ในประเทศไทยเราจะคุ้นเคยกับระบบที่คล้ายกันนี้คือระบบประกันสังคม แต่มีข้อแตกต่างกันบ้าง โดยในประเทศไทยรัฐจะเก็บเงินจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างจำนวน 5% เพื่อเป็นทั้งเงินรักษาพยาบาลและเงินเกษียณอายุ นอกจากนี้อีกระบบในไทยที่คล้ายกันก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ที่เน้นเก็บออมเงินให้คนทำงานใช้ในยามเกษียณ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเงิน Super ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของออสเตรเลียที่รัฐบังคับทำนั่นเอง
เงินที่นายจ้างจ่ายเป็นเงิน Super ให้ลูกจ้างนั้นจะถูกนำไปสมทบเข้ากองทุนเงิน Super ที่ดำเนินการโดยสถาบันการเงินเอกชนซึ่งมีอยู่จำนวนมาก กองทุนเหล่านี้ไม่ได้นำเงิน Super ของเราๆ ท่านๆ ที่นายจ้างจ่ายให้ไปเก็บไว้เฉยๆ แต่จะนำเงินของกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวม เพื่อที่จะทำให้เงิน Super ของลูกจ้างนั้นมีผลตอบแทนงอกงามมากขึ้น และจะทำให้เงินบำนาญที่จะได้รับเมื่อเกษียณอายุมีจำนวนมากขึ้นกว่ายอดเงินดั้งเดิม
ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเงิน Super คือเงินที่เก็บไว้เผื่อในอนาคต เช่นนายเอเริ่มเก็บเงิน Super ตอนอายุ 35 ปี และเกษียณตอนอายุ 65 ปี ดังนั้นเงิน Super ที่สะสมไว้นี้ก็จะนำออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อนายเอเกษียณจากการทำงานซึ่งก็คืออีก 30 ปีต่อมา (ยกเว้นในบางกรณีที่อาจขอคืนเงินได้ก่อนกำหนด) ที่รัฐกำหนดแบบนี้ก็เพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนในประเทศจะมีเงินใช้จ่ายในวัยชราเมื่อไม่ได้ทำงานแล้ว และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา ดังนั้นเงินที่เผื่อไว้สำหรับใช้ในอนาคตก็ต้องถูกนำไปลงทุนให้เงินต้นเพิ่มพูน มิเช่นนั้นเงินก็จะลดค่าลง เพราะอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากข้าวของก็จะมีราคาแพงขึ้นทุกปีนั่นเอง

 


 

การชำระเงิน Super
รัฐบาลออสเตรเลียกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงิน Super เข้ากองทุนเงิน Super กองทุนใดกองทุนหนึ่ง เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากเงินเดือนหรือค่าจ้างของลูกจ้าง เงินจำนวนนี้เรียกว่า superannuation guarantee หรือ SG เรียกได้ว่าเป็นเงินสมทบภาคบังคับที่จัดเก็บจากนายจ้าง โดยอัตราเงินสมทบภาคบังคับของนายจ้างอยู่ที่ 9.5% จากค่าจ้าง และรัฐมีแผนจะขึ้นอัตราเงินสมทบไปถึง 12% ภายในปี 2025 ทั้งนี้ค่าจ้างขั้นต่ำที่นายจ้างต้องเสียเงินสมทบคือ 450 ดอลลาร์ต่อเดือน พูดในทางกลับกันก็คือหากเราเป็นลูกจ้างที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่า 450 ดอลลาร์ต่อเดือนก็จะไม่ได้รับเงิน Super นอกจากนี้ลูกจ้างที่อายุต่ำกว่า 18 ปีก็ไม่มีสิทธิได้รับเงิน Super เช่นกัน โดยเงินสมทบนี้นายจ้างจะต้องชำระทุกๆ 3 เดือน
อย่างไรก็ดีแม้ว่าเงินสมทบหลักของเงิน Super จะมาจากนายจ้าง แต่ลูกจ้างก็สามารถยินยอมให้นายจ้างหักเงินค่าจ้างบางส่วนของตัวเองเข้ากองทุนเพิ่มเติมเป็นเงินสมทบภาคสมัครใจได้ด้วย เงินสมทบเพิ่มเติมที่ลูกจ้างจ่ายจากเงินเดือนนี้เรียกว่า salary sacrifice ซึ่งจะมีผลดีในแง่ของการเพิ่มจำนวนเงินออมเพื่ออนาคตของตัวเอง ทั้งนี้การยินยอมให้หักเงินสมทบภาคสมัครใจนี้จะต้องมีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างถูกต้องเสียก่อน
การยอมจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมด้วยตัวเองนี้จะมีสิทธิประโยชน์คือมีสิทธิได้รับเงินสมทบอุดหนุนจากรัฐ (Government super contributions หรือ co-contribution) โดยรัฐอาจจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้สูงสุดถึง 500 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่มีรายได้ไม่เกิน 37,000 ดอลลาร์ต่อปี ก็มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เรียกว่า low-income super contribution (LISC) ได้ แม้ว่าจะไม่ได้จ่ายเงินเพิ่มเติมด้วยตัวเองก็ตาม
ในกรณีที่เรายินยอมจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติม จำนวนเงินที่จ่ายสมทบเพิ่มเติมนี้สามารถนำมาขอลดหย่อนภาษีได้ในแต่ละปี รวมถึงใช้ลดหย่อนในรายการคำนวณเพื่อชำระเงิน Medicare levy surcharge ได้อีกด้วย การพิจารณาว่าเราจะยอมชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหรือไม่นั้นจึงต้องพิจารณารายได้ของแต่ละคนประกอบกับการวางแผนภาษีรวมถึงเงิน Medicare ที่ต้องเสียประกอบกัน โดยทั่วไปแล้วการเพิ่มเงินสมทบ Super ด้วยตัวเองก็จะเป็นผลดีต่อการออมในระยะยาวและเป็นสิ่งที่รัฐสนับสนุน อีกทั้งเงิน Super จะถูกคิดภาษีต่ำว่าการลงทุนรูปแบบอื่น แต่ในกรณีของคนไทยที่มาทำงานในออสเตรเลียระยะสั้น หรือไม่ได้คิดทำงานจนเกษียณอายุก็อาจไม่จำเป็นต้องจ่าย Super เพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเรื่องภาษีประกอบกันด้วย
ในปัจจุบันมีบริการเครื่องช่วยคำนวณเงิน Super ออนไลน์หลายเว็บไซต์ที่ช่วยคำนวณว่าเราควรจ่ายเงินเพิ่มเติมมากน้อยแค่ไหนดีจึงจะได้ผลประโยชน์ทั้งแง่ผลตอบแทนและการลดหย่อนมากที่สุด ซึ่งสามารถใช้บริการได้ทั้งเว็บไซต์ของรัฐบาลและเอกชน เช่นเว็บไซต์ www.moneysmart.gov.au/tools-and-resources/calculators-and-apps/super-contributions-optimiser เป็นต้น

 


 

การเลือกกองทุนเงิน Super
ดังได้กล่าวแล้วว่าเงิน Super ที่นายจ้างรวมถึงลูกจ้างจ่ายสมทบไปนั้นจะถูกนำไปเข้ากองทุนต่างๆ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก แต่ละกองทุนก็บริหารงานโดยหน่วยงานหรือบริษัทที่แตกต่างกัน ประเภทของสินทรัพย์ที่นำเงินไปลงทุนก็ต่างกัน ดังนั้นการเลือกว่าเราจะให้เงิน Super ของเราไปลงทุนในกองทุนไหนนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาไม่ใช่น้อย
โดยปกติแล้วลูกจ้างจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้เงิน Super ซึ่งเป็นสิทธิของตนเองนั้นถูกนำไปลงทุนในกองทุนใด อาจมียกเว้นบางกรณีที่ข้อตกลงของนายจ้างกำหนดเป็นอย่างอื่น และหากลูกจ้างไม่กำหนดกองทุนที่จ่ายเงิน Super แบบเจาะจง นายจ้างก็สามารถเลือกกองทุนให้โดยปริยายได้
กองทุนเงิน Super นั้นมีหลายประเภท เช่น กองทุนที่จัดตั้งโดยบริษัทเอง กองทุนของหน่วยงานภาครัฐ และกองทุนของเอกชนซึ่งดำเนินการโดยธนาคารหรือสถาบันการเงิน นอกจากนี้ประชาชนยังอาจเลือกจัดการเงินลงทุนของตัวเองหรือที่เรียกว่า Self-managed super funds ได้ด้วย ในการเลือกกองทุนเงิน Super เราอาจพิจารณาเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.ค่าธรรมเนียม พิจารณาว่ากองทุนใดมีค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมมากน้อยอย่างไร
2.ตัวเลือกในการลงทุน บางกองทุนอาจให้ตัวเลือกในการลงทุนมากกว่ากองทุนอื่น ซึ่งอาจเป็นผลดีในการจัดการการลงทุนรวมถึงความเสี่ยง
3.ผลตอบแทนย้อนหลัง ควรดูว่ากองทุนนั้นๆ มีผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอย่างไร โดยพิจารณาอย่างน้อย 5 ปีย้อนหลัง เพื่อพิจารณาประสิทธิภาพของกองทุนในระยะยาว
4.ประกันความเสี่ยง บางกองทุนยังให้สิทธิพิเศษเช่นประกันความเสี่ยงเรื่องรายได้อีกด้วย
5.บริการอื่นๆ ผู้ให้บริการกองทุนแต่ละแห่งอาจมีบริการเสริมพิเศษให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องพิจารณาจากความต้องการของเราเอง
ข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจข้างต้นอาจหาได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการกองทุน รวมถึงดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวน (Product disclosure statement) ซึ่งจะให้ข้อมูลค่อนข้างละเอียด นอกจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์หลายแห่งที่ให้บริการเปรียบเทียบกองทุนหลายๆ เจ้า แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของเงิน Super เองที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลเปรียบเทียบและตัดสินใจเพื่อให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเงินของตนเอง

 


 

เงิน Super กับภาระภาษี
ภาระภาษีที่เกิดจากเงิน Super นั้นแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือภาษีที่คิดจากเงินสมทบและภาษีที่คิดจากผลเงินผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุน สำหรับประเภทแรก เงิน Super ที่ต้องเสียภาษี (Concessional) ได้แก่เงินสมทบนายจ้างจ่ายให้ รวมถึงเงินที่ลูกจ้างสมทบเพิ่มเติมโดยสมัครใจด้วย แต่จะมีเงิน Super บางประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี (Non-concessional) ประกอบด้วยเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายหลังจากหักภาษีเงินได้แล้ว เงินสมทบที่คู่สมรสจ่ายให้ และเงินสมทบอื่นที่ไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี
ผู้ที่มีเงิน Super ประเภทแรกนี้มีภาระที่ต้องเสียภาษีในแต่ละปีภาษีที่อัตรา 15% อย่างไรก็ดีเงิน Super บวกกับรายได้ของแต่ละคนจะมีเกณฑ์ขั้นสูง (cap) กำหนดอยู่ หากเรามีรายได้และเงินสมทบ Super เกินเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องเสียภาษีพิเศษแบบขั้นบันไดในอัตราที่สูงกว่า 15% โดยเกณฑ์ขั้นสูงของเงิน Super ในปัจจุบันอยู่ที่ 300,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่เกณฑ์นี้กำลังจะเปลี่ยนไปหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2017
สำหรับภาระภาษีประเภทที่สองจะเกิดจากเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับจากกองทุน Super เมื่อคนใดคนหนึ่งอายุถึงเกณฑ์รับประโยชน์และขอรับเงินผลประโยชน์จากการจ่ายเงิน Super จะเกิดภาระภาษีต่างกันไปขึ้นกับอายุของผู้รับประโยชน์รวมถึงรายละเอียดของที่มาของเงิน แต่โดยปกติแล้วเงินผลประโยชน์นี้จะถูกคิดภาษีในอัตราขั้นบันไดตามรายได้ของแต่ละคน
นอกจากนี้เงิน Super ยังมีผลประโยชน์อีกประเภทคือเงินชดเชยจากการเสียชีวิต ซึ่งทายาทของผู้ตายมีสิทธิได้รับเงินชดเชย หากทายาทเลือกจะรับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนก็จะไม่เสียภาษี แต่หากเลือกจะรับผลตอบแทนต่อเนื่องก็อาจต้องเสียภาษีในอัตราที่ต่างกันไป ในกรณีที่คนรับผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตไม่ใช่ทายาทจะสามารถรับผลประโยชน์เป็นเงินก้อนได้เท่านั้น และจะต้องเสียภาษีในอัตราขั้นบันไดด้วย

 


 

การขอรับเงิน Super ก่อนกำหนด
เงิน Super เป็นเงินที่รัฐต้องการเก็บสำรองให้ประชาชนแต่ละคนใช้ในยามเกษียณ โดยแต่ละคนสามารถขอรับผลประโยชน์จากเงิน Super ได้เมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่เรียกว่า Preservation age คือมีอายุ 55-60 ขึ้นอยู่กับปีเกิดซึ่งแสดงตามตาราง

วันเดือนปีเกิด Preservation age
ก่อน 1 ก.ค. 1960
55
1 ก.ค. 1960 – 30 มิ.ย. 1961
56
1 ก.ค. 1961 – 30 มิ.ย. 1962
57
1 ก.ค. 1962 – 30 มิ.ย. 1963
58
1 ก.ค. 1963 – 30 มิ.ย. 1964
59
หลัง 30 มิ.ย. 1964
60

 

หากใครที่ยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ก็จะไม่สามารถขอรับเงิน Super ได้ แต่หากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์และต้องการขอรับเงิน Super ก่อนกำหนดจริงก็จะต้องทำตามเงื่อนไข คือต้องเลิกจากการทำงานและต้องเซ็นเอกสารแสดงความจำนงว่าจะไม่ทำงานอีกต่อไป การขอเงิน Super คืนน่าจะเป็นที่คุ้นเคยในหมู่ชาวไทยที่มาทำงานในออสเตรเลีย เพราะหากใครก็ตามต้องการเลิกทำงานและกลับประเทศไทยถาวรก็สามารถขอรับเงิน Super ที่นายจ้างจ่ายให้เราคืนได้ แต่ในกรณีนี้จะต้องเสียภาษีในอัตราสูงถึง 35% โดยเงินภาษีจะถูกหักจากเงินที่จ่ายคืนไปโดยอัตโนมัติ

 


 

การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเงิน Super ในปี 2017
จากนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลีย นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2017 ซึ่งเป็นการขึ้นปีงบประมาณใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงรายขนานใหญ่เกี่ยวกับเงิน Super ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1. ลดจำนวนเงินสมทบ Super ประเภทที่ต้องเสียภาษี (Concessional) สูงสุดที่จะสะสมได้ในแต่ละปี โดยลดจาก 30,000 เหลือ 25,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่เงินสมทบ Super ประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษี (Non-concessional) ก็มีการตั้งวงเงินว่าจะสมทบได้ต่อปีสูงสุดไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์
2. ยกเลิกระบบเงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือ Low income super contribution (LISC) และเริ่มใช้ระบบลดหย่อนภาษีจากเงิน Super สำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือ Low income superannuation tax offset (LISTO) แทน โดยระบบนี้เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบพิเศษให้แก่ผู้มีรายได้ไม่เกิน 37,000 ดอลลาร์ต่อปี เป็นเงินจำนวน 15% ของเงินสมทบประเภทที่ต้องเสียภาษี (Concessional) ของบุคคลคนนั้น โดยจะจ่ายสูงสุดไม่เกิน 500 ดอลลาร์
3. เพิ่มเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของคู่สมรสที่มีสิทธิได้รับลดหย่อนภาษี แต่เดิมคู่สมรสที่มีรายได้ไม่เกิน 10,800 มีสิทธิได้รับลดหย่อนภาษี ซึ่งเกณฑ์รายได้นี้บังคับใช้มานานกว่า 20 ปีโดยไม่เคยปรับขึ้นเลย ดังนั้นหลังวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไปเกณฑ์รายได้ของคู่สมรสจะปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 37,000 ดอลลาร์ต่อปี โดยคู่สมรสที่มีรายได้ไม่เกินจำนวนดังกล่าวจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 18% คิดเป็นเงินสูงสุดที่ 540 ดอลลาร์ หากรายได้ของคู่สมรสมากกว่าจำนวนดังกล่าวสิทธิในการลดหย่อนที่ได้รับก็จะลดลง และจะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีหากรายได้ของคู่สมรสมีเกิน 40,000 ดอลลาร์ต่อปี
4. ลดเกณฑ์รายได้ที่ต้องเสียภาษีสำหรับผู้มีรายได้มาก แต่เดิมผู้มีรายได้มากจะต้องเสียภาษีในอัตราพิเศษ โดยต้องมีรายได้บวกกับเงิน Super ที่ต้องเสียภาษี (Concessional) เกิน 300,000 ดอลลาร์ต่อปี แต่หลังวันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป เกณฑ์รายได้ดังกล่าวจะลดลงเหลือ 250,000 ดอลลาร์ต่อปี หากใครมีรายได้และเงิน Super ที่ต้องเสียภาษีเกินจำนวนดังกล่าวจะต้องนำจำนวนที่เกินมาคิดภาษีซ้ำในอัตรา 15% ทำให้ต้องเสียภาษีมากขึ้น
5. ผู้ที่ถือวีซ่าประเภท Working and Holiday เมื่อขอคืนเงิน Super จะเสียภาษีมากขึ้นถึง 65%

เทียบกับอัตราเดิมที่ 38%

 


 

สรุป
เงิน Super เป็นทั้งข้อบังคับและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานทุกคนในออสเตรเลีย การพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับเงิน Super ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อคนทำงานที่มีสิทธิรับเงิน Super นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเกี่ยวกับเงิน Super ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อคนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเราควรศึกษาเรียนรู้ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการวางแผนการเงินของตัวเองต่อไป



 

ที่มา
https://www.ato.gov.au/Individuals/Super/Super-changes/
https://www.superguide.com.au/retirement-planning/july.-2017-super-changes
https://www.moneysmart.gov.au/superannuation-and-retirement/how-super-works

 

 

Related Posts