เตือนภัยแชร์ลูกโซ่ในออส

โกงเงินคนไทยหลายล้าน$

ชวนลงทุนผลตอบแทนสูกเกินจริง

การหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนในสังคมไทยยังคงเป็นประเด็นที่มีให้พบเห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือแม้แต่ในสังคมไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียก็ตามที

 

เตือนภัยแชร์ลูกโซ่ในออส

โกงเงินคนไทยหลายล้าน$

ชวนลงทุนผลตอบแทนสูกเกินจริง

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

การหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนในสังคมไทยยังคงเป็นประเด็นที่มีให้พบเห็นอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือแม้แต่ในสังคมไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียก็ตามที ปัจจุบันรูปแบบของการฉ้อโกงได้มีการปรับเปลี่ยนไปให้ทันยุคสมัย แต่ทั้งหมดแต่ทั้งหมดก็เพียงหลอกเอาเงินจากผู้หลงเชื่อนั่นเอง

 


 


ขบวนการแชร์ลูกโซ่ยังหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ได้นำสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ มาเป็นผลิตภัณฑ์หลอกผู้เสียหายมาร่วมลงทุน ทำให้มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท ด้วยกระแสลงทุนสกุลเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” และการขุด บิตคอยน์” อันร้อนแรงและกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก ไม่เฉพาะในกลุ่มคนต่างชาติ แต่ในกลุ่มคนไทยทั้งที่อยู่ในเมืองไทยและที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ก็มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเช่นกัน เปิดช่องขบวนการต้มตุ๋นจนระบาดอย่างหนัก กลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพจะเข้ามาใช้ประโยชน์และหลอกหลวงให้คนเอาเงินไปลงทุน หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า “แชร์ลูกโซ่” 

โดยอ้างว่าเอาเงินไปลงทุนใน “บิตคอยน์” หรือ สกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ แล้วก็โชว์ผลประกอบย้อนหลังต่างนานาและเคลมว่าเป็นการลงทุนที่มีการรันตีผลตอบแทนต่างด้วย ใช้ระบบปากต่อปาก อาศัยความสนิทสนมระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้อง ชักชวนกันมาลงทุนต่อๆ กันเป็นทอดๆ ซึ่งมีคนหลงเชื่อไปเป็นจำนวนมาก ไม่เฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้ลามมาถึงออสเตรเลียแล้วเป็นที่เรียบร้อย

 

ในออสเตรเลียโดยเฉพาะในซิดนีย์นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีได้มีผู้เข้าไปร้องเรียนผ่าน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งได้เข้าแจ้งความกับทางตำรวจท้องถิ่นแล้วด้วยเช่นเดียวกัน แต่ขบวนการต้มตุ๋นเหล่านี้ก็ยังไม่ได้หลบหนีหายไป กลุ่มเก่าๆ ที่โดนจับได้ว่าหลอกลวงฉ้อโกง ก็ปิดเว็บไซน์หนีไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ แต่ก็ยังมีกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มอื่นๆ ที่ยังเปิดให้บริการในลักษะเช่นนี้อยู่ ซึ่งต้องคอยระมัดระวัง“แชร์ลูกโซ่”ในลักษณะนี้เป็นอย่างมาก

 

โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มมิจฉาชีพทำการหลอกลวงฉ้อโกงหลายครั้งด้วยกัน และคาดว่าการหลอกลวงในลักษณะนี้ยังคงมีอีกในอนาคต เพราะผู้เสียหายคือกลุ่มคนไทยในต่างประเทศที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องกลโกลเหล่านี้แต่อย่างใด บางส่วนก็มีครอบครัวเป็นชาวต่างชาติที่ตั้งใจเก็บเงินออมไว้เพื่อลงทุน บางกลุ่มก็เป็นนักเรียนที่ทำงานเก็บเงินได้มากแต่ไม่อยากนำไปฝากธนาคารและอยากลงทุนในธุระกิจที่มีผลตอบแทนสูงแบบนี้ ทำให้ถูกหลอกได้ง่าย

 

ขณะที่ทางด้านเมืองไทย นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ออกมาให้ความคิดเห็นถึงกรณีนี้ว่า “มีเสี่ยงสูง” และไม่มีกฎหมายรองรับ พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่าถึงปลายปีที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาร้องเรียนว่า “ถูกหลอกให้ลงทุนมากกว่า 500 กรณี” เข้าไปแล้ว

 

การลงทุนใดๆ ก็ตามที่มีการการันตีผลตอบแทนที่สูงจนน่าสงสัยเช่น 15-30% ต่อปี ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าเป็นของจริงและดีจริงขนาดนี้ ทำไมต้องมาชวนรายย่อยๆ ที่มีเก็บไม่มากนักไปลงทุนด้วย ถ้าการลงทุนแบบนี้ดีจริงๆ ก็น่าจะหานักลงทุนรายใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ พร้อมทั้งมีการการันตีแบบเกินจริง

 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ต่างห้ามใช้เด็ดขาด เพราะว่าการลงทุนมีความเสี่ยงการการันตีอาจจะทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดได้ จึงอยากเตือนนักลงทุน ก่อนที่จะเข้าไปลงทุนเหล่านี้ ควรมีการศึกษาความเสี่ยงให้ดี หากไม่มีความรู้ หรือรู้ความเสี่ยงไม่มากพอ ก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุน เพราะอาจจะกลายเป็นเหยื่อของขบวนการต้มตุ๋นมิจฉาชีพที่เข้ามาใช้ประโยชน์และหลอกหลวงให้คนเอาเงินไปลงทุนในลักษณะ “แชร์ลูกโซ่” ได้

 


 

ลงทุนในลักษณะ“แชร์ลูกโซ่” 

 

จากกระแสการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่คุ้นหูกันอย่าง bitcoin ซึ่งในต่างประเทศมีการใช้เพื่อนำไปชำระค่าสินค้าและบริการบางแห่ง รวมถึงการนำบิตคอยน์ไปลงทุนแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินจริงได้ในเครือข่ายกันเอง ทำให้สกุลเงินบิตคอยน์เป็นช่องทางการเก็งกำไรรูปแบบใหม่ ได้มีการแพร่ในกลุ่มคนไทยที่นิยมเก็งกำไร ทั้งในประเทศไทย และที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ทั้งที่ๆ หลายคนก็รู้ว่าในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ และนักลงทุนจะไม่ได้รับรองการคุ้มครองกรณีเกิดปัญหาการฟ้องร้องต่าง ๆ แต่กลุ่มคนไทยเหล่านี้ก็ยังพร้อมจะเสี่ยงลงทุน ซึ่ได้เปิดทางให้กับมิจฉาชีพที่เป็นคนไทยด้วยกันที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์กลุ่มหนึ่ง ได้กระทำการต้มตุ๋นหลอกหลวงให้คนเอาเงินไปลงทุน  ในลักษณะ“แชร์ลูกโซ่” 

 

โดยการเปิดเว็บไซต์บังหน้าเพื่อแนะนำและชักชวนคนไทยลงทุนในบิตคอยน์ รวมถึงเงินสกุลดิจิทัลอื่น ๆ จำนวนมาก โดยสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อโน้มน้าวการลงทุนต่าง ๆ บางเว็บไซต์ก็อ้างว่า บริษัทได้รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จากเมืองไทยก็มี พร้อมกับโชว์กราฟราคาซื้อขายบิตคอยน์ หรือเงินสกุลดิจิทัลอื่น ๆ บนหน้าเว็บไซต์ ขณะที่บางเว็บไซต์ก็อ้างว่าเป็นโบรกเกอร์ชั้นนำของโลก และมีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจการอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก และเปิดให้ผู้สนใจและต้องการจะลงทุนสามารถลงทุนได้ทันที เพียงกรอกชื่อและอีเมล์เท่านั้น โดยลักษณะการเชิญชวนเข้าไปลงทุนทั้งการันตีว่า ถูกต้องตามกฎหมาย และให้ผลตอบแทนจริง ได้ผลตอบแทนง่าย ๆ รวมถึงการเชิญชวนผ่านทางไลน์ ผ่านแมสเซนเจอร์ อย่างเช่นในซิดนีย์ ก็มีกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้ทำการเปิดเว็บไซน์หรืออ้างว่าทำงานให้เว็บไซน์เหล่านี้ ได้มีการเชิญชวนการลงทุนเกี่ยวกับ cryptocurrency หรือ “สกุลเงินดิจิทัล” อย่างแพร่หลาย เช่น onecoin, bitcoin นั้น ธปท.เตือนว่า สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกรองรับว่าเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินที่สามารถนำมาจับจ่ายใช้สอย หรือซื้อสินค้าต่าง ๆ แต่เป็นลักษณะที่เชิญชวนการลงทุนมากกว่า ซึ่งบางครั้งก็มีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่

 


 

การแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอล Cryptocurrency
อาศัยชื่อหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่

 

เงินดิจิทัลเหล่านี้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ต้องระมัดระวัง ควรทำความเข้าใจให้ดีก่อนตัดสินใจ และต้องตั้งคำถามก่อนว่าผลตอบแทนของเงินดิจิทัลมาจากไหน บริหารความเสี่ยงอย่างไร โดยปัจจุบันยังไม่มีธนาคารแห่งใดในโลกที่ออกมารับรอง อาจปรับตัวขึ้นรวดเร็วและดิ่งลงฮวบฮาบเช่นเดียวกัน

 

โดยที่ขณะนี้บิตคอยน์ไม่ถือเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนที่มีกฎหมายรองรับ (Legal Tender) จึงไม่สามารถใช้ชำระหนี้ ซื้อสินค้าและบริการทั่วไปได้ตามกฎหมาย แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ที่มีการนำเสนอข่าวการซื้อสินค้าด้วยบิตคอยน์ ก็ยังไม่ถือเป็นการชำระเงินที่มีกฎหมายรองรับ (Legal Payment Method) สิ่งที่ทั่วโลกปฏิบัติต่อกรณีนี้คือการตรวจสอบตัวตนของผู้ที่ทำธุรกรรมด้วยเงินดิจิทัลก่อนที่จะให้ซื้อขายแลกเปลี่ยน เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายการฟอกเงิน หรือธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์

 

ลักษณะสำคัญของเงินตรา คือมีราคาที่ชัดเจนและค่าเงินต้องมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน ซึ่งจะต่างจากสถานการณ์ของบิตคอยน์ในตอนนี้อย่างชัดเจน ประชาชนที่รับรู้เรื่องของบิตคอยน์ที่ราคาพุ่งสูงและอาจอยากลองลงทุนเพื่อทำกำไร ก็กลายเป็นช่องทางให้บรรดาแชร์ลูกโซ่ชักชวนให้ลงทุน โดยอ้างว่านำเงินไปลงทุนในบิตคอยน์ได้ แน่นอนว่าด้วยตัวของบิทคอยน์เป็นอะไรที่น่าสนใจ แล้วด้วยความที่เป็นกระแสพอสมควร ทำให้มีคนไม่หวังดี หรือแก๊งต้มตุ๋นใช้ บิทคอยน์ มาเป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยที่เรารู้จักกันในชื่อของ “แชร์ลูกโซ่”

 

การหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ที่ว่านี้ ยังคงมีออกมาเรื่อยๆ แชร์ลูกโซ่ จริงๆ ก็อยู่คู่กับคนไทยมานานแล้ว โดยวิธีการทำงานของแชร์ลูกโซ่ก็คือ เล่นกับความอยากได้ผลกำไรหรือผลตอบแทนที่สูงมากเกินจริงของคน ซึ่งจะมาเชิญชวนให้เราลงทุนโดยการันตีว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงจนน่าใจหาย แถมยังใช้วิธีดึงดูดด้วยการให้ผลตอบแทนเป็นรายเดือน เพื่อให้เหยื่อเห็นเงินก่อน ได้เงินเร็วๆ ให้เหยื่อเชื่อว่าได้จริง

 

เช่น การันตีผลตอบแทนเดือนละ 3% เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินเรา 100 บาท ที่เขาจ่ายเงิน 3 บาทคืนทุกเดือน หมายความว่า  เขาสามารถเอาเงินต้นเราจ่ายคืนเราได้มากกว่า 33 เดือน หรือเกือบๆ 3 ปี ซึ่งแชร์ลูกโซ่ส่วนใหญ่ ก็มีอายุไม่เกิน 3 ปีทั้งสิ้น

 

หากคิดให้ดีๆ แบบมีสติ จะรู้เลยว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากแบบนี้ไม่น่าจะมีอยู่จริง ให้เชื่อไว้ก่อนว่ากำลังจะถูกหลอกลวงหรือโกงเงินแน่นอน อย่างเช่นที่กำลังเป็นคดีความในกลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียขณะนี้ การชักชวนของคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าได้รับการรับรองจาก กลต. หรือคณะกรรมการตลอดหลักทรัพย์จากเมืองไทยแล้ว แถมยังอ้างว่าได้รับการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย ประเด็นตรงนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่เคยรับรอง เงินสกุลดิจิตอล บิทคอยน์ แต่อย่างใด

 


 

คดีแชร์ลูกโซ่ ที่เคยดังในเมืองไทย

ประเทศไทย ก็เคยมีคดีดังๆ เกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่อยู่พอสมควร ซึ่งคดีหนึ่งคือแชร์แม่ชม้อย ครั้งนั้นมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากและข้าราชการเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในตอนนั้นเงินที่ลงขันกันไม่ได้นำไปทำธุรกิจจริงๆ แต่เป็นการนำเงินของนักลงทุนคนใหม่จ่ายให้กับนักลงทุนคนเก่า หมุนเวียนกันเป็นลูกโซ่ หากปลายขาดเมื่อใดแชร์ก็จะล้มละลายในทันที

 

แชร์ลูกโซ่เองมีลักษณะคล้ายกับการเปียแชร์ในกลุ่มเพื่อนเหมือนกัน เพียงแต่ในวงมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม มูลค่าของวงเงินเลยสูงตามกันไป การล้มละลายเพราะมือขาด ส่งผลให้เกิดข่าวครึกโครมอย่างบริษัทกรีนแพลนเนทล้มละลาย ประชาชนก็เลยกลัวกันไปตามๆ กัน

 

หรืออย่างกรณีที่โด่งดังพอสมควรเมื่อปีก่อน มีกรณีทัวร์ญี่ปุ่นเกิดขึ้นโดยใช้กลวิธีธุรกิจเครือข่าย หัวโจกหลักคือซินแสโชกุนที่เปลี่ยนชื่อมานับสิบครั้ง ใช้วิธีชวนคนมาซื้อของเยอะๆ ก็จะได้เปอร์เซ็นต์เยอะตามไปด้วย  แถมการพาไปเที่ยวฟรีๆ ซึ่งแชร์ลูกโซ่เลยใช้จุดอ่อนอย่างความโลภมากหลอกลวง

 

หรือทำงานผ่านเน็ต อย่างซื้อขายสินค้าผ่านโลกโซเชียล ไม่ว่าจะ Facebook Line Instagram สินค้าที่ถูกเลือกมักเป็นสินค้ารุ่นใหม่ ที่ยังไม่วางขายมากนัก หรือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม โดยให้คนที่สนใจแจ้งจำนวนโอนค่ามัดจำ หรือจ่ายเงินเต็มจำนวนก่อน เมื่อได้ของครั้งแรก คนก็เลยไว้ใจ สั่งรอบที่ 2 แล้วชวนคนรู้จักมาซื้อของเพื่อให้ได้ยอดมากๆ หลังจากนั้นการขายสินค้าที่ว่าจะหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา

 


 

วิธีสังเกตแชร์ลูกโซ่ (อ้างอิงตามกฎหมายไทย)

 

ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ อย่างผงซักฟอก น้ำยาล้างจ้าน หรืออาหารเสริมต่างๆ การจะได้สินค้าออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้องอาศัยส่วนผสมของปัจจัยการผลิตต่างๆ สามารถแบ่งออกได้คือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ยังมีอีก 3 ข้อในการสังเกตุแชร์ลูกโซ่คือ

 

• ระดมทุนให้ผู้ที่สนใจไม่อั้น

เป็นการเรียกแขกของการหลอกลวง ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายนี้ได้ มีการรองรับผลตอบแทนที่จะได้สูงมากๆ หรือใครสามารถเรียกคนได้ก็จะได้เงินส่วนต่างเพิ่มไปอีก >

 

• ข้อมูลไม่ชัดเจน

ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่างบการเงินเอาไปทำอะไร สร้างผลตอบแทนให้กับกิจการจริงไหม แถมยังไม่มีข้อมูลงบการเงินที่แน่ชัดที่ได้รับการรอบรองจากหน่วยงานอันน่าเชื่อถือ อย่างกระทรวงพาณิชย์ และเราสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ (www.dbd.go.th)

 

• ขี้อวย

วิธีสังเกตในเรื่องของธุรกิจเครือข่ายคือจะนำผู้มีประสบการณ์ต่างๆ มาอธิบายชีวิตความเป็นมาในสมัยก่อนที่ชีวิตจะรุ่งเรืองเกินความเป็นจริง และคำพูดปลุกใจที่สร้างพลัง และทำให้หลงเชื่อได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว  “ถ้าผมทำได้ คุณก็ทำได้”

 


 

แชร์ลูกโซ่และเปียแชร์อันไหนผิดกฎหมาย

 

ต้องบอกก่อนว่าแชร์ลูกโซ่ แตกต่างกับการเล่นแชร์อยู่มากโข แชร์ลูกโซ่ที่มีในรูปแบบธุรกิจเครือข่าย หรืออะไรก็ตามเป็นการฉ้อโกง หลอกลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อ โดยอาศัยความโลภของคนเป็นตัวขับเคลื่อนให้การหลอกลวงดำเนินต่อไปได้ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่คือ

 

• ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานฉ้อโกง มาตรา 341

 

• พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4

 

• พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 19

 

    เนื่องจากมีพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ในมาตรา 4 เอาไว้ว่า “บุคคล 3 คนตกลงเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนก็มีหน้าที่ส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ เป็นงวด เพื่อให้สมาชิกคนอื่นๆ ได้หมุนเวียนทุนกองกลางตรงนั้น” โดยกฎหมายอนุญาตให้เล่นได้โดยมีข้อห้ามไว้ทั้งหมด 6 มาตรา คือ

 

• เป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง

 

• มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

 

• ทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

 

• นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

 

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ เป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย 

 

อย่างไรก็ดี เราต้องรู้จักเปิดหูเปิดตามฟังข่าวสารบ้านเมืองบ้าง อย่างล่าสุดมีการหลอกหลวงของซินแสโชกุน ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายของ หลอกให้คนไปทำธุรกิจด้วย อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยส่วนใหญ่เหยื่อคือผู้สูงอายุทั้งนั้น

 

ซึ่งธุรกิจเครือข่ายอื่นๆ ของแชร์ลูกโซ่ยังมาในรูปแบบที่หลากหลาย เราควรติดตามข่าวสารเพื่อที่จะได้ไม่ถูกหลอกง่ายๆ หากไม่มั่นใจในธุรกิจก็ควรสอบถามข้อมูลไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้ช่วยยืนยันอีกแรง เพื่อไม่เป็นการพลาดท่าให้กับแชร์ลูกโซ่นั่นเอง

 


 

รู้เท่าทันแชร์ลูกโซ่ 4 รูปแบบ
กลโกงแฝง Cryptocurrency

 

การนำ Cryptocurrency มาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงนั้น หลักๆแล้วมักจะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

 

• Cloud Mining

 

• การลงทุนโดยใช้ Cryptocurrency

 

• Cryptocurrency ปลอม

 

• เว็บเทรด Cryptocurrency

 


 

นี่คือ 4 รูปแบบหลักที่ผู้อ่านทุกท่านจะต้องระวัง และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราถูกเสนอหรือหยิบยื่นมาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะทำการลงทุนใดๆ

 

Cloud Mining

 

Cloud Mining ถือเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบายให้กับนักลงทุน Cryptocurrency ระดับเริ่มต้นที่สนใจการขุดได้เป็นอย่างดี โดยการที่เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลา และทรัพยากรในการดูแลเหมืองขุดของเราเอง แต่เราจะทำการซื้อหรือเช่ากำลังขุดจากเหมืองออนไลน์นี้ สำหรับบาง Cloud Mining มีการเปิดเผยชัดเจนว่าเหมืองอยู่ที่ไหน มีการถ่ายวีดีโอทัวร์รอบโรงงาน แต่สำหรับบางเจ้าก็ไม่ได้มีการเปิดเผยที่มากมายขนาดนั้น โดยที่ Cloud Mining บางเจ้าก็อาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของกำลังขุดที่ปล่อยขายอยู่ 100% บางส่วนอาจจะทำการซื้อกำลังขุดมาจาก Cloud Mining เจ้าอื่นก็ได้ แต่ยังไงก็ตาม Cloud Mining ก็เป็นการลงทุนที่เสี่ยง ถึงแม้เจ้าที่เราลงเงินไปจะมีชื่อเสียงก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่าเขาพลาดไม่ได้ ล่าสุด Genesis Mining ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ของฝั่งยุโรปก็โดน hack ได้

 

วิธีป้องกันตัวเอง ถ้าต้องการลงทุนใน Cloud Mining จริงๆ

 

• เลือกผู้ให้บริการที่โปร่งใส จัดการอย่างมีระบบ น่าเชื่อถือ ไม่มีข่าวเสียหายในอดีต หรือถ้ามีก็ต้องพิจารณาจากการแก้ปัญหานั้นๆว่าทำได้อย่างถูกต้องและยุติธรรมต่อลูกค้าหรือไม่

 

• หมั่นนำเงินที่ได้จากการขุด Cloud Mining ออกมาเก็บในที่ที่ปลอดภัยอยู่เป็นประจำ

 


 

การลงทุนโดยใช้ Cryptocurrency

 

Cryptocurrency ทำให้การทำธุรกรรมและการใช้จ่ายเงินเกิดได้ง่ายขึ้น ทำให้มีธุรกิจในเชิงของการลงทุนเกิดขึ้นมาใหม่ๆเรื่อยๆ แต่เดิมการลงทุนด้วยเงินในอะไรสักอย่างนั้นจะต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง เช่น จะต้องเปิดพอร์ตหุ้น และตลาดหุ้นก็ต้องมีหน่วยงานมาคอยรองรับและตรวจสอบ แต่สำหรับ Cryptocurrency ที่มีความอิสระและไร้ศูนย์กลาง ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้จากปลายนิ้วสัมผัส บ้างก็อ้างว่า เป็นการนำ Cryptocurrency ที่เราลงทุน ไปทำการแลกเปลี่ยนและเทรดแล้วจะนำกำไรมาแบ่ง ซึ่งทำกำไรได้ดีและคงที่มาก หรือ บ้างก็อ้างว่าเป็นการระดมทุน ICO สำหรับโปรเจ็คใหม่ที่มีคอนเซปต์สวยหรู แต่ความจริงแล้วอาจจะยังไม่เริ่มพัฒนา หรือยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้จริงหรือไม่

 

วิธีป้องกันตัวเอง

 

• อยากให้ทุกท่านฉุกคิด และทำความเข้าใจว่า การลงทุนไม่ว่าอะไรก็ตาม แม้แต่สุดยอดนักลงทุน ก็ต้องมีจังหวะขาลงที่ขาดทุนบ้าง การที่เราเจอกับโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่มีแต่ได้กับได้ ด้วยกำไรที่สูงและสม่ำเสมอนั้น แทบเป็นไปไม่ได้จริง

 

• การลงทุนที่สำเร็จไม่ใช่การที่เราชนะตลอด ไม่ใช่การที่เราหยั่งรู้ได้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องแม่นยำว่าควรจะลงทุนกับอะไรในจังหวะไหน แต่การกระจายและจัดการกับความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดและรอบคอบต่างหากที่สร้างความสำเร็จให้กับการลงทุน เพราะเราไม่สามารถตอบได้เลยว่าเราจะได้หรือเราจะเสียกันแน่

 


 

Cryptocurrency ปลอม

 

เงินดิจิตอลสกุลใหม่ปรากฎตัวขึ้นมาในทุกๆวัน แต่ละเหรียญนั้นก็มีข้อแตกต่างและจุดประสงค์ของตัวเองในการสร้างมันขึ้นมา เหรียญเหล่านี้มักมีอะไรที่เหมือนๆกัน อย่างเช่น ใช้ Blockchain เหมือนกัน ใช้ Proof of Work สำหรับการขุดเหมือนกัน หรือถูกใช้งานเหมือนเป็นสกุลเงินได้เหมือนกัน แต่ภัยร้ายที่มักแอบแฝงเข้ามาได้คือ Cryptocurrency ปลอมที่อาจจะสร้างโดยองค์กรแชร์ลูกโซ่ที่จะล่อลวงให้คนมาเข้าร่วมกลุ่มและลงทุนในสิ่งนี้ อีกทั้งอาจจะยังมีการแบ่งลำดับขั้นให้สำหรับผู้ที่ชักชวนคนมาลงทุนเพิ่มพร้อมสิทธิประโยชน์อีกมากมาย

 

ถ้าเห็นมาแนวอย่างนี้ ไม่ต้องสงสัยครับว่ามันคือแชร์ลูกโซ่แน่นอน ถึงแม้เหรียญจอมปลอมบางเจ้าจะทำการบ้านมาดี อ้างว่าตนเองนั้นตั้งอยู่บน Blockchain อันสุดแสนจะน่าเชื่อถือก็ตาม พร้อมทั้งมี Blockexplorer ของตัวเองด้วย ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะพูดจริงตามที่ว่ามา มันอาจจะเป็นเว็บที่ทำหลอกๆให้ดูเหมือนว่ามี Block และ Transaction เกิดขึ้นเรื่อยๆก็ได้

 

วิธีการป้องกันตัวเอง

 

• ศึกษาหลักการทำงานของเหรียญนั้นในเชิงลึก

 

• สิ่งที่ควรเน้นคือการศึกษาว่าเหรียญนี้มีความโดดเด่นต่างจากเหรียญอื่นๆยังไง ถ้าเหรียญนี้ไม่ได้นำเสนออะไรที่ใหม่ๆ ให้โยนทิ้งได้เลย เพราะในเมื่อในตลาดมันมีอยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ของซ้ำๆเดิมๆจะมาทำรายได้หรือมีอนาคต

 

• อย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้างว่ามีคนดัง ที่น่าเชื่อถือเป็นผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของ หรือใช้เทคโนโลยี Blockchain เหมือนเหรียญอื่นๆ ให้ศึกษาและพิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนว่าคนดังเหล่านี้น่าเชื่อถือจริงแน่ๆนะ และ Blockchain นี้มันย้อมแมวหรือเหล่า

 

• ถ้าเข้าเว็บ Coinmarketcap แล้วไม่เจอชื่อเหรียญนี้ ก็ควรจะคิดทบทวนซ้ำๆก่อนลงทุนแล้วล่ะครับว่าจะเสี่ยงกับเหรียญนี้หรือไม่ เพราะเว็บนี้คือเว็บที่รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนทั้ง Market Cap และ Daily Trade Volume ของแต่ละเหรียญ ถ้าเค้ามาอยู่ในเว็บนี้แล้ว แปลว่าต้องมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

 

• เว็บ BadBitcoin.org เป็นที่รวมเว็บหรือเหรียญที่หลอกลวงชาวบ้านไว้โดยเป็นฝีมือของผู้ใช้งานทั่วไปในวงการ Cryptocurrency ที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ถ้ามีชื่ออยู่ในเว็บนี้ก็ให้ระวังตัวไว้ให้มากยิ่งขึ้น

 


 

เว็บเทรด Cryptocurrency

 

การเทรด Cryptocurrency น่าจะเป็นช่องทางการลงทุนที่ง่ายที่สุด แต่ก่อนนั้นมีไม่กี่เว็บเทรดที่คนไทยเข้าถึงได้ แต่ ณ ตอนนี้เริ่มมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางตัวเลือกก็อาจจะเป็นของปลอมที่สร้างมาหลอกลวงก็ได้

 

วิธีป้องกันตัวเอง

 

• ศึกษาที่มาที่ไปของบริษัท และเจ้าของบริษัท ว่าเคยมีข่าวเสียหายหรือไม่ และจดทะเบียนมานานแค่ไหน ผลประกอบการเป็นอย่างไร ได้รับการอนุมัติจากธนาคารแห่งชาติหรือไม่

 

• ศึกษาข้อมูลความโปร่งใสของบริษัท ว่ามีการแจกแจงชัดเจน อย่างเช่น https://bx.in.th/info/transparency/ แบบนี้หรือไม่ และถ้ามีแล้ว ให้เข้าไปตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลเหล่านี้จริงเท็จแค่ไหน เราอาจจะเจอกรณีแปลกๆที่ปริมาณเหรียญที่เทรดๆกันอยู่ อาจจะมากกว่าปริมาณที่เว็บเทรดถือไว้ ณ ปัจจุบันก็ได้

 

• ดูระบบความปลอดภัยที่เว็บนั้นๆมีให้ ถ้ามีระบบอย่าง 2 Factor Authentication หรือ SMS Verification และมาตรการความปลอดภัยที่ดูมีมาตรฐานเป็นสากล ก็จะเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าไม่มี หรือมีแค่ไม่กี่อย่างและทำงานได้ไม่ดีด้วย ก็ให้เพิ่มความระมัดระวัง

 

• นำเหรียญที่อยู่ในเว็บเทรดออกไปเก็บใน Wallet ที่ปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ

 


 

สรุปสัญญาณอันตรายแชร์ลูกโซ่ Cryptocurrency ที่คุณต้องรู้

 

• อ้างว่าได้กำไรสูง สม่ำเสมอ และรวดเร็ว

 

• การได้กำไร หรือได้ผลตอบแทน มีการนำระบบของการเชื้อเชิญคนเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลัก ทั้งนี้ อย่าสับสนระหว่างระบบ Affliate หรือ Referral ของเว็บเทรดต่างๆ ซึ่งเป็นแค่การตลาดของการเพื่อนชวนเพื่อนธรรมดา ที่เราจะได้ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในฐานะผู้เชิญชวน แต่ถ้ารายได้หลักมาจากการเชิญชวน หรือยิ่งมีการสร้างลำดับขั้นแตกกิ่งแบ่งสายอัพไลน์ดาวน์ไลน์แล้วล่ะก็ ให้มั่นใจได้เลยว่านี่คือแชร์ลูกโซ่แน่นอน เพราะ Cryptocurrency มีมูลค่าได้จากการแลกเปลี่ยน และความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ไม่ใช่รูปแบบจากการเชื้อเชิญแบบนี้

 

• ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้าง หรือใครเป็นเจ้าของ โดยมักจะมีการอ้างชื่อคนนู้นคนนี้ว่ามีชื่อเสียง เป็นนักลงทุนชื่อดังจากต่างประเทศ แต่ลองเสียเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาสักนิด อาจจะเจอข่าวไม่ดี พัวพันกับการฉ้อโกง

 

• ไม่มีแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เข้าถึงง่าย เช่น เว็บไซต์แบบ Bitcoin.org จำเป็นต้องเข้าร่วมกลุ่มจึงจะได้ข้อมูล เพราะถ้าเปิดข้อมูลให้เข้าถึงได้ง่ายๆ เดี๋ยวก็รู้กันหมดว่าโกง

 

• Blockchain เป็น Closed Source หรือเป็น Blockchain แบบส่วนตัว ถ้า Search Google ว่า “ชื่อเหรียญ source code” แล้วไม่เจอเว็บที่เก็บ Source Code ของโปรแกรม Blockchain ของเหรียญนั้นๆ ให้ระวังไว้ และบางเหรียญใช้ Private Blockchain ไม่เหมือน Public Blockchain แบบ Bitcoin หรือ Ethereum ก็ให้ระวังไว้เช่นกัน เพราะเหตุผลที่พวกเขาไม่เปิดเผย Source Code หรือ Blockchain สู่สาธารณะ เพราะพวกเขาอาจมีความลับบางอย่างอยู่ ว่าเหรียญนั้นอาจจะไม่ได้ทำงานแบบที่โฆษณาไว้จริงๆ

 

• มีแต่ระบบแลกเปลี่ยนกันภายใน ไม่มีกระดานเทรดที่รองรับ

 

• ไม่มีชื่อใน Coinmarketcap และ/หรือ มีชื่อใน

 

• BadBitcoinไม่มีการแจกแจงข้อมูลในการทำธุรกิจอย่างชัดเจนและโปร่งใส เช่น การโชว์เหมือง Cloud Mining ให้ดู หรือ การโชว์จำนวน และ Transaction ของเหรียญในกระดานเทรดนั้นๆ

 

• ไม่มีการจดทะเบียนเป็นบริษัท หรือเพิ่งจดทะเบียนใหม่ๆ หรือจดทะเบียนมานานพอสมควรแต่ไม่เห็นผลประกอบการ สำหรับ Cryptocurrency ที่ถูกสร้างใหม่มักจะไม่มีใครจดบริษัทมาเป็นเจ้าของมันเนื่องมาจากความไร้ศูนย์กลาง แต่สำหรับ Cloud Mining หรือ เว็บเทรด แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไปไกลมากขึ้น เมื่อมีทั้งการเกิดขึ้นมาของ Bitcoin, Blockchain หรือ Cryptocurrency ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ทำเงินได้อย่างมหาศาล ทำให้เป็นสิ่งที่ดึงดูดคนที่ชอบฉวยโอกาสจากความไม่รู้ ความประมาท และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคน เพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเอง หลังจากอ่านบทความนี้จบ เชื่อว่า Siam Blockchain จะสามารถให้ความรู้กับผู้อ่าน และยังสร้างความตื่นตัวในการระมัดระวังแชร์ลูกโซ่และการหลอกลวงที่ใช้ Cryptocurrency มาบังหน้าได้มากขึ้น เพื่อลดโอกาสการโดนหลอกและทำให้สังคมของ Cryptocurrency เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ สืบต่อไป

 


 

สถานกงสุลใหญ่นครซิดนีย์
ฝากเตือน ระวังกลุ่มมิจฉาชีพในออสเตรเลีย
ชวนลงทุนผลตอบแทนสูงเกินจริง

 

 

ขอให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียพึงตระหนักและระมัดระวังให้ดีว่า ขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพชาวไทยกระทำการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยให้ข้อมูลชวนเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนนอกระบบที่ให้ผลตอบแทนสูง กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ได้นำสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิทคอยน์ มาเป็นเป้าหมายการเชิญชวนผู้เสียหายให้มาร่วมลงทุน โดยนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงแล้วหลายราย รวมมูลค่าความเสียหายจากที่ได้แจ้งมาเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

 

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น กลุ่มมิจฉาชีพจะหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนในรูปแบบออนไลน์ โดยผู้เสียหายไม่ทราบเลยว่าตนเองได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบแชร์ลูกโซ่แล้ว ในช่วงแรก การลงทุนจะให้ผลตอบแทนสูงมาก แต่เป็นเพียงระยะสั้นๆ จึงส่งผลให้มีผู้หลงเชื่อและชักชวนคนอื่นๆ เข้าร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีผู้เข้ามาร่วมลงทุนจำนวนมาก กลุ่มมิจฉาชีพก็จะปิดช่องทางการติดต่อต่างๆ และสลายตัวไปพร้อมเงินลงทุนทั้งหมด แต่การปิดตัวเองของกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งไม่ได้หมายถึงว่าการหลอกลวงนั้นสิ้นสุดลง เพราะจะเกิดกลุ่มมิจฉาชีพในลักษณะเดียวกันนี้อีกภายใต้ชื่อบุคคลและเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างไป เช่นการร่วมลงทุนในหุ้น แชร์ อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อขายทองคำ

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์เป็นระยะๆ มีผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนกว่า 10 ราย ลักษณะการหลอกลวงมีทั้งการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook เว็บไซต์ และอีเมล์ โดยสัญญาผลกำไรตอบแทนในระดับที่สูงมาก สถานกงสุลใหญ่ฯ จึงขอให้คนไทยระมัดระวังในเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่เลื่อนลอย ไม่มีสัญญาทางกฎหมาย

 

ที่ชัดเจน เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหา จะไม่สามารถดำเนินการทางกฏหมายและ/หรือหาผู้รับผิดชอบได้ อีกทั้งยังเห็นควรให้คนไทยศึกษาข้อมูลและไตร่ตรองให้ดีก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีการลงทุนใดที่ไม่มีความเสี่ยง และไม่มีการลงทุนใดที่ให้ผลตอบแทนอย่างง่ายๆ เป็นจำนวนมาก และคืนทุนรวดเร็วดั่งที่โฆษณาชวนเชื่อกัน จากกรณีที่เกิดขึ้น สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้แนะนำให้กลุ่มผู้เสียหายรวมตัวกันดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษโดยการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพที่สำนักงานตำรวจ ทั้งในออสเตรเลียและในประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นที่เข้าใจว่ากลุ่มมิจฉาชีพอาจเดินทางหลบหนีกลับประเทศไทยแล้ว

 

ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ สถานกงสุลใหญ่ฯ มิได้นิ่งนอนใจ เมื่อมีผู้ที่เดือดร้อนและเข้ามาร้องเรียนและขอคำแนะนำต่างๆ สถานกงสุลใหญ่ฯ ก็ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เสมอ แต่การดำเนินการดังกล่าวก็มักประสบปัญหาและอุปสรรค เนื่องจากเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ จำต้องอ้างอิงกฎหมายของหลายประเทศ และแม้จะมีผู้ที่เกี่ยวข้อง/ผู้เสียหายจำนวนมาก แต่มักขาดหลักฐานที่ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบอัตตลักษณ์ตัวบุคคลของกลุ่มมิจฉาชีพได้ สถานกงสุลใหญ่ฯ จึงเห็นว่าการป้องกันและการระวังภัยล่วงหน้า ไม่หลงเชื่อคำเชิญชวนที่เป็นการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพ น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นการดีที่สุด

 

สำหรับผู้เสียหายจากการหลอกลวงในลักษณะนี้ในประเทศออสเตรเลียที่ต้องการจะร้องเรียนเพื่อดำเนินการทางกฏหมายต่อไป สามารถติดต่อหน่วยงานไทยในออสเตรเลียได้ทุกแห่ง สำหรับพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ ท่านสามารถติดต่อ สถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยและศูนย์ดำรงธรรม มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ซึ่งครอบคลุมถึงการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของคนไทยในต่างประเทศได้ตามช่องทางการติดต่อ ดังนี้ ที่เบอร์โทร (02) 9241 2542-3 หรือผ่านทาง Emailinfo@thaiconsulatesydney.org 

 


 

แชร์ลูกโซ่คดีดังแห่งซิดนีย์
ตุ๋นเงินกว่า 209 ล้านดอลลาร์
จากนักลงทุนใน Ponzi Scheme

 

Ponzi Scheme (การลงทุนที่มีการจ่ายผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ ผลตอบแทนนั้นส่วนใหญ่มาจากเงินลงทุนของนักลงทุนรายที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ แทนที่จะมาจากผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง) ที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ... โดยทำเป็นขบวนการซึ่งทำงานจากสำนักงานขนาดเล็กในบอนไดเวสต์ฟิลด์: สแกมเมอร์หลอกลวงรีดไถเงิน 209 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนหลายร้อยรายในขณะที่ใช้ชีวิตที่หรูหรา

Toni Iervasi ชายซิดนีย์ ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงผู้คนกว่า 780 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก บรรดาพ่อแม่ และทหารผ่านศึกที่ได้ทำการลงทุนในองค์กรที่ดำเนินการจากในออฟฟิศขนาดเล็กในห้างเวสต์ฟิลด์ที่บอนไดจังคชั่น นาย Iervasi ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง Ponzi Scheme ที่ผิดกฎหมายคือชายวัย 53 ปีที่ย้ายออกจากบ้านของครอบครัวเมื่อสองปีที่แล้วและเริ่มมีความสัมพันธ์กับ Nina Girsa ช่างแต่งหน้าที่เกิดในลัตเวีย

นาย Iervasi และนางสาว Girsa ได้อวดอ้างเพื่อหาประโยชน์ในสื่อสังคมออนไลน์โดยการการโพสต์ภาพถ่ายในสถานที่ในระดับเฟิร์สคลาส เพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำของรีสอร์ทและนอนเหยียดยาวบนเตียงล้อมรอบด้วยถุงช้อปปิ้งแบรนด์เนมที่มีราคาแพง นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์รูปด้านหน้าของรถซูเปอร์คาร์และด้านหลังของเรือยอชท์ โดยทั้งคู่มักแอบอ้างว่ายินดีที่จะแบ่งปันวิถีชีวิตฟุ่มเฟือยกับเพื่อนครอบครัวและผู้ติดตาม โดยนาย Iervasi อ้างว่า Courtenay House Capital Trading Group ของเขา มีการค้าขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนมากถึง 25%

อย่างไรก็ดี หลังการเข้าตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ASIC) นาย Tony Iervasi ถูกสั่งห้ามการดำเนินงานบริการทางการเงินจนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและห้ามไม่ให้ออกจากออสเตรเลีย โดย ASIC ยังระงับสินทรัพย์ของ บริษัท และบัญชีธนาคาร

 

สำหรับลักษณะของ Ponzi Scheme คือการดำเนินการที่ฉ้อโกงซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนรายเก่าโดยการจ่ายเงินของนักลงทุนรายใหม่แทนที่จะเป็นกำไรจากการซื้อขายที่ถูกต้อง

 

นาย Carmelo Pesce นายกเทศมนตรีเมือง Sutherland Shire เปิดเผยว่าเขาเป็นหนึ่งในหลายร้อยคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อ โดยนักการเมืองท้องถิ่นกล่าวว่าเขาลงทุน 975,000 ดอลลาร์จากเงินทรัสต์ของครอบครัวในโครงการตามคำแนะนำของเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน นอกจากนี้ พี่ชายของเขายังร่วมลงทุนและสูญเงิน 250,000 ดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี ASIC ยังไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับการสอบสวนบริษัทของนาย Iervasi ได้เนื่องจากอยู่ในระหว่างการไต่สวนพิจารณาคดี

 

 

 


 

 

 

Related Posts