วีซ่าทำงานตัวใหม่ TSS482

คนไทยได้เฮ?

สวัสดีต้อนรับเดือนเมษายนค่ะ…กลับมาพบกับคอลัมน์ VisaTalk by CPSydney กันอีกครั้งนะคะ หลังจากที่เดือนที่แล้วทาง CPSydney office ของเราได้มีการเขียนอธิบาย รวมถึงจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับวีซ่าทำงานตัวใหม่ “Temporary Skill Shortage Visa หรือ TSS (Subclass 482)”

 

วีซ่าทำงานตัวใหม่ TSS482

คนไทยได้เฮ?

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

สวัสดีต้อนรับเดือนเมษายนค่ะ…กลับมาพบกับคอลัมน์ VisaTalk by CPSydney กันอีกครั้งนะคะ หลังจากที่เดือนที่แล้วทาง CPSydney office ของเราได้มีการเขียนอธิบาย รวมถึงจัดงานสัมมนาเกี่ยวกับวีซ่าทำงานตัวใหม่ “Temporary Skill Shortage Visa หรือ TSS (Subclass 482)” ที่มีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางอิมมิเกรชั่นก็ใจดีเสียเหลือเกิน เพราะเล่นมาประกาศเตือนล่วงหน้าให้ทราบแค่เพียง 2-3 วันเท่านั้นก่อนที่เจ้าตัว 482 จะมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาตามที่ได้แจ้งไป ทำให้ออฟฟิศของเราก็ยุ่งเป็นพัลวันเลยค่ะ เพราะมีวีซ่าที่จะต้องยื่นก่อนที่วีซ่าตัวใหม่ตัวนี้จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ และในฐานะ Migration Agent เราก็ต้องมีการอัพเดทถึงการเปลี่ยนแปลงของวีซ่าตัวใหม่ เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านด้วยค่ะ

 


 


ในวันนี้ CPSydney ของเราก็จะขออนุญาตใช้พื้นที่สื่อของเราตรงนี้มาขอบอกเล่าถึงวีซ่าตัวนี้กันอีกครั้ง ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากวีซ่าทำงานตัวเก่าหรือไม่ โดยข้อมูลที่นำมาอัพเดทในฉบับนี้จะเป็นข้อมูลในรายละเอียดเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องทั้งกับขั้นตอนในการทำ Standard Business Sponsorship, Nomination, และ Visa Application ค่ะ


 

Sponsorship


อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว หรืออาจจะยังไม่รู้ว่าก่อนที่เราจะทำวีซ่าทำงานได้ นายจ้างของเราจำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากทางอิมมิเกรชั่นให้เป็น “Approved Standard Business Sponsorship หรือเป็นนายจ้างที่อนุมัติให้สามารถสปอนเซอร์ลูกจ้างชาวต่างชาติได้” เสียก่อน ซึ่งตอนนี้ระยะเวลาการอนุมัติของ Sponsorship ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เปิดใหม่ต่ำกว่า 12 เดือนหรือเปิดมานานแล้วก็ตาม (ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีค่ะ คือเมื่อก่อนธุรกิจที่เปิดใหม่เป็นระยะเวลาต่ำกว่า 12 เดือน จะได้ Approved Standard Business Sponsorship เป็นระยะเวลาน้อยกว่าธุรกิจที่เปิดมานานแล้วค่ะ) โดยตัวนายจ้าง หรือ sponsor ก็จะต้องแสดงให้อิมมิเกรชั่นเห็นว่าได้มีการพยายามจ้างแรงงานท้องถิ่นแล้ว ไม่ใช่เอาแต่จะจ้างแรงงานต่างชาติอย่างเดียว


 

นอกจากนี้ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของของการขอ Approved Standard Business Sponsorship ที่ยื่นหลังจากวันที่ 18 มีนาคมเป็นต้นมา ก็คือ ไม่จำเป็นจะต้องโชว์หลักฐานการ training ณ ตอนที่สมัคร แต่อย่างไรก็ตามนายจ้างเองก็จำเป็นจะต้องมีการ train หรือฝึกพนักงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเงื่อนไขนี้ถือเป็นข้อบังคับของนายจ้างทุกแห่ง เพราะถ้าหากทางอิมมิเกรชั่นมาตรวจสอบและพบว่าไม่มีการ train พนักงานอย่างเหมาะสม ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อตัว sponsorship ได้ค่ะ


 

ท้ายสุดสำหรับ sponsorship ตัวใหม่ จากที่เมื่อก่อนนายจ้างหรือตัว sponsor ต้องระบุไปเลยว่าต้องการสปอนเซอร์พนักงานกี่คนในธุรกิจของตัวเอง ก็จะไม่ต้องระบุจำนวนของพนักงานที่ต้องการสปอนเซอร์ใน Sponsorship ตัวใหม่แล้วค่ะ เท่ากับว่าต่อไปนี้บริษัทจะสปอนเซอร์ 3-4 คนก็ได้ ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ทั้งแล้วนี้ก็ยังจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและเอกสารประกอบอื่นๆด้วยนะคะว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นหรือไม่ เพราะฉะนั้นเพื่อความชัวร์ ก็สามารถโทรเข้ามาปรึกษากับทีมงาน CPSydney ได้เลยนะคะก่อนที่จะทำการขอ Approved Standard Business Sponsorship เข้าไป ดีกว่าที่ยื่นเข้าไปแล้วต้องมาแก้ในภายหลังค่ะ

 


 

Nomination


ข้ามมาที่ในส่วน nomination หรือในส่วนที่สปอนเซอร์ได้ทำการยื่นขอสปอนเซอร์ลูกจ้างในตำแหน่งงานนั้นๆกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Restaurant Manager, Massage Therapist, Chef และอื่นๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันก็คืออาชีพที่อยู่ในระยะสั้น (Short-term Skilled Occupation List หรือ STSOL) และอาชีพที่อยู่ในระยะกลาง-ยาว (Medium and Long-term Strategic Skills List หรือ MLTSSL)

 


 

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกลิสต์พิเศษก็คือ “Regional Occupation List” สำหรับลิสต์อาชีพในเขตท้องถิ่น เพราะฉะนั้นหากผู้อ่านท่านไหนที่ต้องการจะยื่นวีซ่า TSS จะต้องเช็คให้ชัวร์ก่อนนะคะว่าอาชีพที่ตัวเองกำลังจะยื่นต้องมีอยู่ในสามลิสต์นี้ ถ้าหากไม่มีก็ไม่สามารถที่จะยื่นวีซ่า TSS ได้ค่ะ โดยในฉบับนี้ทางเราจะขอพูดถึงแค่เจ้าตัว STSOL และ MLTSSL ก่อนเท่านั้นนะคะ เนื่องจากมีอาชีพที่เป็นที่นิยมสำหรับคนไทยมากที่สุดค่ะ

 


 

ข่าวร้ายเลยก็คือ อาชีพยอดฮิตของคนไทยไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการร้านอาหาร พนักงานนวด หรือ Cook ต่างเป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์ STSOL ทั้งนั้นเลยค่ะ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะสามารถขอวีซ่าได้ 2 ปี หรือสูงสุดถึง 4 ปีถ้าหากบริษัทมีข้อตกลงทางการค้ากับออสเตรเลียเท่านั้น ไม่สามารถยื่นขอ PR หรือเป็นคนที่นี่ได้หลังจากที่วีซ่าหมด…อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาของวีซ่าที่จะได้ อาทิเช่น ในฉบับที่แล้วที่ได้เขียนไปว่าคนไทยสามารถขอวีซ่าได้สูงสุดถึง 4 ปี แต่ว่าบริษัทนั้นจะต้องมีสาขาที่เมืองไทยและมาเปิดอีกสาขาในออสเตรเลีย ในกรณีนี้ถึงจะสามารถขอได้ถึง 4 ปีค่ะ แต่ถ้าหากน้องๆ คนไหนที่ต้องการจะยื่นในอาชีพอื่นเช่น Chef ซึ่งเป็นอาชีพที่อยู่ในลิสต์ MLTSSL ก็สามารถที่จะขอวีซ่าได้ 4 ปีเลยค่ะ

 


 

นอกจากนี้ ยังจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีก 2 ปัจจัยสำหรับการทำ nomination ตัวใหม่ ปัจจัยแรกก็คือในเรื่องของ Labour Market Testing (LMT) ก็คือจะต้องมีการลงประกาศสมัครงานไม่ว่าจะเป็นในหนังสือพิมพ์ เว็บไซท์ ทีวี หรือวิทยุ อย่างน้อย 2 ช่องทาง เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าทางสปอนเซอร์ได้พยายามหาลูกจ้างท้องถิ่นแล้ว (ซึ่งก็จะเกี่ยวเนื่องกับการขอ Approved Standard Business Sponsorship ที่ได้กล่าวไปข้างต้น) แต่ว่าไม่สามารถหาบุคคลที่เหมาะสมได้ ซึ่งเมื่อก่อนการทำ LMT จะบังคับเฉพาะในบางอาชีพ แต่ปัจจุบันนี้บังคับว่าต้องทำทุกอาชีพค่ะ แต่เคราะห์ดีของคนไทยจริงๆ ที่ไม่จำเป็นจะต้องโชว์หลักฐานนี้ เพราะเป็นข้อตกลงสัญญาทางการค้าที่ทำไว้กับทางออสเตรเลียนั่นเองค่ะ

 


 

ปัจจัยที่สองก็คือในเรื่องของ Genuine Position ว่าตำแหน่งที่ต้องการสปอนเซอร์นั้นเป็นตำแหน่งที่แท้จริง และเป็นตำแหน่ง full time ทำงานแบบเต็มเวลา ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อแค่ต้องการสปอนเซอร์ใครแบบหลอกๆ…ซึ่ง Genuine Position จะถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆนะคะ โดยเฉพาะในบางอาชีพเช่น Restaurant Manager หรือ Massage Therapist ที่มีข้อบังคับเพิ่มเติมที่ทำให้หลายๆ คนน้ำตาตกใน โดนปฏิเสธกันมานักต่อนักแล้วค่ะ

 


 

Visa Application


หลังจากวันที่ 18 มีนาคม 2018 ที่ผ่านมา ผู้ที่ถือทั้งวีซ่าทั่วไป เช่น วีซ่านักเรียน หรือผู้ที่ถือ Bridging visa A, B และ C จะสามารถสมัครวีซ่า TSS ได้ในออสเตรเลีย ซึ่งจะแตกต่างจากสมัยก่อนที่จะต้องมีวีซ่าถูกต้องเท่านั้น ไม่สามารถขอวีซ่าทำงานในขณะที่ถือ Bridging Visa ที่ได้มาจากการปฏิเสธวีซ่าได้ จะต้องกลับไปยื่นนอกออสเตรเลียเข้ามาค่ะ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บางคนถือ Bridging Visa A ที่ได้มาจากการโดนปฏิเสธวีซ่านักเรียน อันนี้ก็ต้องกลับไปต่อที่ไทย ไม่สามารถต่อในออสเตรเลียได้ค่ะ ซึ่งพอเปลี่ยนเป็นตัว TSS หลังจากวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ผู้ถือ Bridging Visa ก็สามารถยื่นขอ TSS ในขณะที่อยู่ในออสเตรเลียได้ ซึ่งตรงนี้ก็นับว่าเป็นข้อดีมากๆ เพราะถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้หลายๆ คนสามารถที่จะยื่นวีซ่าในออสเตรเลียได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปรอที่ไทยเหมือนที่เคยเป็นค่ะ

 


 

• Work Experience สิ่งที่เพิ่มเติมสำหรับตัว TSS ที่อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ “ประสบการณ์การทำงานก่อนที่จะยื่นวีซ่า TSS” ค่ะ เพราะผู้สมัครจำเป็นจะต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 2 ปี ถ้าไม่มีก็มีสิทธิ์ที่จะโดนปฏิเสธวีซ่าได้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สมัครในอาชีพที่อยู่ในลิสต์ระยะสั้น (STSOL) จะต้องมีการเขียน genuine temporary entrant statement ประกอบ ก็คือ จะต้องมีการเขียนอธิบายว่าผู้สมัครนั้นเป็นลูกจ้างที่ต้องการเข้ามาหาประสบการณ์การทำงาน ไม่ได้ต้องการจะอยู่ในระยะยาว ซึ่งก็จะคล้ายคลึงกับวีซ่านักเรียนที่ต้องมีการเขียนจดหมายประกอบ ดังนั้นอิมมิเกรชั่นก็จะมีการพิจารณาตัวจดหมายนี้ประกอบกับข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย ประวัติเกี่ยวกับวีซ่าออสเตรเลียของเจ้าตัวว่าเคยโดยปฏิเสธวีซ่าหรืออยู่เกินวีซ่าไหม และปัจจัยอื่นๆประกอบกันเพื่อพิจารณาในการให้วีซ่าค่ะ แต่ถ้าหากยื่นสมัครอาชีพในลิสต์ระยะยาว (MLTSSL) ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนจดหมายตัวนี้ประกอบค่ะ

 


 

เอาหล่ะค่ะ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจาก 18 มีนาคม 2018 จริงๆ ในเชิงรายละเอียดเบื้องต้นที่สำคัญที่นำมาให้อ่านกันในฉบับนี้ สำหรับข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมไว้ถ้ามีเวลาจะมาเขียนให้อ่านกันอีกทีในภายหลังนะคะ แต่ถ้าใครใจร้อนอยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติมก่อน ก็สามารถเข้าไปหาอ่านได้ที่ https://www.homeaffairs.gov.au/trav/visa-1/482- เลยค่ะ


สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

#CPSydney office Team

 


 

 

 

Related Posts