“ชนบทประเทศ”

- ปฐมบท -

ร้อนเดือนเมษา แดดลามเผาทุ่ง ร้อน ชาวนาสวมหมวกผ้ามีปีกกว้างบังหน้าปิดปาก หลบแดดใต้ต้นสะเดาที่ใบยังเขียวดกแม้จะย่างเข้ากลางเดือนแล้ว ถึงตอนนี้ ไม้ใหญ่บางชนิดก็เปลือยเปล่าทิ้งใบสีน้ำตาลกองเต็มพื้นดิน อย่างต้นสัก ต้นทองหลาง และไผ่ เป็นต้น

 

ชนบทประเทศ

ปฐมบท

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

ร้อนเดือนเมษา แดดลามเผาทุ่ง ร้อน ชาวนาสวมหมวกผ้ามีปีกกว้างบังหน้าปิดปาก หลบแดดใต้ต้นสะเดาที่ใบยังเขียวดกแม้จะย่างเข้ากลางเดือนแล้ว ถึงตอนนี้ ไม้ใหญ่บางชนิดก็เปลือยเปล่าทิ้งใบสีน้ำตาลกองเต็มพื้นดิน อย่างต้นสัก ต้นทองหลาง และไผ่ เป็นต้น

 


 

น้ำในบ่อที่ขุดไว้ก็แห้งงวดลงไปเกือบถึงก้นบ่อ ดูดขึ้นมาก็ขุ่นเพราะดินปน ใช้รดต้นมะม่วงที่กำลังแทงช่อเงียบๆ ท่ามกลางความระอุของแดดเดือด ปีนี้ฝนน้อย และพายุฤดูร้อนมาช้ากว่าปีก่อน ช่อมะม่วงที่แทงออกมาก่อนจึงไม่หล่นเพราะแรงลมพายุและเม็ดฝน มะม่วงรวมถึงผลไม้อื่นๆ จึงดื่นดกในปีนี้ มะยมที่ปลูกไว้นานแล้วก็ออกผลเล็กๆ รายเรียงกันไปตามกิ่ง เธอเห็นเม็ดมะยมที่หล่นลงก็กลืนน้ำลาย คงนึกถึงรสชาติที่เปรี้ยวของมัน แต่ขอโทษเถิด ลองกินสักลูกแล้ว จะพบว่ามันไม่เปรี้ยวเลย เพราะตอนซื้อมาปลูก คนขายบอกว่าเป็นมะยมหวาน แต่รสหวานของมะยมหวานก็ไม่หวาน กลับจืดและฝาด ไม่อร่อย เธอเองก็แปลกใจไม่เคยกินมะยมหวานมาก่อน พี่ปิกข้างบ้านบอกว่าให้เอาไปดอง จะได้ไม่เปลืองน้ำตาล ต้นฝ้ายก็ออกดอก ขาวโดดเด่นออกจากพื้นหลังสีเขียวของใบไม้และสีฟ้าของท้องฟ้า สะอาดและนุ่มมือแม้โดดแดดโดนฝุ่น เนียนนุ่มน่าหลงใหล หน้าร้อนแม้ร้อน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้ดอกไม้แย่งกันผลิดอกออกผลให้ชื่นชม

 


 

ที่หน้าบ้าน ข้างบ่อน้ำโบราณ ปลูกต้นชมมะนาดไว้ต้นหนึ่ง ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ตอนนี้กิ่งก้านของมันก็เลื้อยคลุมไปทั่วหลังคาบ่อน้ำแล้ว ฤดูร้อนนี้ต้นชมมะนาดผลิดอกบานเต็มต้น กลิ่นดอกชมมะนาดนั้นหอม หอมเย็นทั้งกลางวันกลางคืน แต่กลางคืนหอมแรงกว่า บางครั้งกลิ่นหอมก็ล่องลิ่วลอยเข้าทางหน้าต่างห้องนอนตอนดึก ยิ่งดึกยิ่งหอม หอมนานเป็นเดือนสองเดือน หอมแบบไหนนะหรือ กลิ่นดอกชมมะนาดคล้ายกลิ่นใบเตยอ่อนๆ หวาน และชื่นใจ บางคนว่ากลิ่นเหมือนข้าวที่ออกรวงใหม่ๆ จึงเรียกดอกชมมะนาดอีกชื่อว่า ดอกข้าวใหม่ เพราะกลิ่นเหมือนรวงข้าวที่ออกใหม่ๆ และฤดูที่ออกดอก ต้นข้าวในนาแล้งที่อาศัยน้ำชลประทานก็ออกรวงค้อมโค้งเหลืองอร่าม เดินกลางทุ่งนาก็ได้กลิ่นรวงข้าวใหม่ เดินกลางลานบ้านก็ได้กลิ่นดอกข้าวใหม่ หอมเหมือนกันแต่หอมเบาหอมแรงต่างกัน ดอก “ชม-มะ-นาด” บางทีก็เรียกดอก “ชม-นาด” ทางเหนือเรียก “อ้มสาย”

 


 

“อ้ม” เป็นชื่อเรียกต้นเนียม ที่กลิ่นใบและดอกคล้ายกลิ่นใบเตยเช่นกัน แต่เข้มข้นและแรงกว่า คล้ายกับดอกชมมะนาด อ้มสาย อาจหมายถึง ต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมคล้ายต้นเนียม แต่เป็นเถาเลื้อย เนียมนี้คนโบราณใช้ทำเครื่องหอม ที่บ้านยังไม่มี คิดหามาปลูกฝนที่จะมาถึงนี้เช่นกัน นอกจากดอกอ้มสาย หรือดอกชมมะนาดจะหอมหวาน หอมนาน หอมแรงแล้ว ทรวดทรงของดอกก็โดดเด่น ออกจะแปลกกว่าดอกอื่นๆ ด้วยสีครีมออกเหลืองเขียว ไม่ขาวจัดเหมือนดอกฝ้าย ไม่เหลืองสดเหมือนดอกจำปา แต่สีเกลี่ยกลืนดูหม่นแต่ไม่เศร้า เหมือนหญิงสาวที่สวยเรียบๆ ไม่โดดเด่น แต่จิตใจดีมีเมตตา ศีลที่มีหอมไปไกล และหอมนาน

 


 

ชมมะนาดออกเป็นช่อเป็นพวง ตามปลายยอดหรือง่ามใบ ช่อละ ๑๐-๓๐ ดอกหนึ่งมี ๕ กลีบ กลีบเรียงซ้อนทับตั้งแต่งแบ่งบาน ปลายกลีบที่แหลมผายออก จึงดูคล้ายถ้วยที่แต่งขอบปากให้หยักแหลมเป็นช่วงๆ ตอนกลางด้านในถ้วยมีเกสรสีขาวตั้งชูขึ้นโคนเป็นสีเขียว ดอกหนึ่งๆ ไม่โตนัก สักหนึ่งเซนติเมตร ดอกเล็กๆ แต่เมื่ออยู่รวมกันเป็นช่อเป็นพวงก็แลดูใหญ่

 


 

อันที่จริงชมมะนาดไม่ใช่พืชพรรณของไทย ในสมัยโบราณคงมีคนเอาต้นเอาเชื้อมาจากเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย หรืออินเดีย หรือพม่า ที่เป็นแหล่งกำเนิด นักวิชาการสันนิษฐานว่า ชมมะนาดน่าจะเข้ามาไทย อย่างช้า พ.ศ. ๒๔๑๖ เพราะไม่พบเรื่องชมมะนาดในวรรณคดีไทยที่แต่งขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือก่อนหน้านั้น แต่ต้นเนียมหรือต้นอ้มเป็นพืชโบราณของไทย ที่บรรพบุรุษนำมาเป็นส่วนผสมของน้ำอบน้ำปรุงมาเนิ่นนานแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อคนไทยนำต้นชมมะนาดมาปลูกแล้ว ก็ศึกษาค้นคว้าถึงสรรพคุณทางยาไว้เช่นกัน คือ เถาที่มีน้ำยางสีขาวค่อนข้างข้นเหนียวไหลออกมาเมื่อเราหักหรือตัดนั้น ใช้เป็นยาสมานแผลได้ เป็นยาถ่ายอย่างแรงได้ ทำให้อาเจียน เพิ่มความดันเลือด กระตุ้นมดลูก เป็นต้น

 


 

ดอกไม้กลิ่นหอมอีกชนิดหนึ่งที่บานหน้าร้อน คือ “ดอกเล็บมือนาง” ตอนย้ายเข้ามาอยู่นั้น ริมรั้วบ้านก็เต็มไปด้วยดอกเล็บมือนางแล้ว ยายคำเจ้าของบ้านเดิมเรียก “ดอกจ๊ามั่ง” “ดอกจะมั่ง” ก็เรียก “มะจีมั่ง” ก็เรียก จนบัดนี้ก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เล็บมือนางมีชื่ออีกหลายชื่อ เพราะพบทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทย ทางใต้สยามเรียก “นิ้วมือพระนารายณ์” ชื่อนี้แปลกอยู่ ทำไมต้องเป็นพระนารายณ์ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมปักษ์ใต้แต่เดิมคงอาจเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์อยู่มากก็ได้ ดังที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็มีหอพระนารายณ์ หอพระอิศวร ทั้งยังมีพิธีโล้ชิงช้าอีกด้วย คนชุมพรเรียก “แสมแดง” คนสตูลเรียก “เล็บนาง” เป็นต้น

 


 

ต้นเล็บมือนางนี้ เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง เลื้อยพาดพันไปกับต้นไม้อื่น คนล้านนาจึงนิยมปลูกริมรั้ว ให้พาดเกี่ยวพันไปตามรั้ว แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มหนาทึบ พอออกดอกก็โค้งค้อมลงพื้นย้อยโยงเยื่องย่างเลื้อยเต็มรั้ว เถาอ่อนสีเขียว เถาแก่เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนแดง เปลือกค่อนข้างเรียบ หรือมีหนามเล็กน้อย ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน ดอกดกหน้าร้อน เป็นช่อเป็นพวงตามซอกใบและที่ปลายกิ่งหรือยอดของลำต้น ในช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ ๒๐ ดอก กลีบเลี้ยงเป็นหลอดยาวสีเขียวเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ปลายแหลม มี ๕ กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปหลอดรูปทรงกระบอกยาว ส่วนปลายแยกเป็น ๕ กลีบ เล็บมือนาง

 


 

เมื่อเริ่มบานจะเป็นสีขาวหรือสีชมพูอ่อน บานเต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม แต่ใกล้โรยจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เหตุนี้เมื่อผลิดอกจึงมีทั้งสีขาวสีชมพูและสีแดงคละปนกันอยู่ในพวงเดียวกัน งดงามเป็นที่สุด คนโบราณก็เปรียบกับเล็บมือผู้หญิงที่แต้มแต่งด้วยสีสันต่างๆ ดอกเล็บมือนางมีกลิ่นหอมแรง โดยเฉพาะในตอนค่ำเช่นเดียวกับดอกชมมะนาด แต่หอมไม่เหมือนกัน ชมมะนาดนั้นหวานและแรงกว่า แต่เล็บมือนางหอมชื่นใจ สดชื่น คืนของเดือนที่ร้อนที่สุด อบอ้าว เนื้อตัวเหนียว นอนเหงื่อไหลในมุ้ง แต่ไม่ยอมเปิดพัดลม เพราะกลัวลมจะพัดเอากลิ่นดอกชมมะนาดออกไปทางหน้าต่าง จึงถอดเสื้อนอนท่ามกลางกลิ่นหอมดอกชมมะนาด คิดถึงเรื่องที่คุยกับพี่ไทย ญาติคนหนึ่งที่จากแดนสยามไปอยู่ไกล ข้ามทะเลข้ามแผ่นดินข้ามแผ่นฟ้าไปหาฝันที่ออสเตรเลีย ครั้งนี้มาเยี่ยมที่บ้าน ก็ฝากเรื่องให้เขียนลงหนังสือที่พี่แกเป็นบรรณาธิการ ด้วยจุดประสงค์อยากให้เด็กไทยที่อยู่แผ่นดินอื่นได้อ่าน ได้เรียนรู้ เรื่องเมืองไทย ไม่ลืมภาษาไทย ไม่ลืมวัฒนธรรมไทย ไม่ลืมความเป็นไทย

 


 

คิดทบทวนไปมา ก็เห็นว่าเรื่องราวที่พอจะแสดงถึงความเป็นไทยให้คนไทยต่างแดนได้รู้เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชนบท เรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ใบหญ้า การทำมาหากินของชาวบ้าน วัดวาอาราม การทำบุญตักบาตร ผีสางคางแดง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนบ้านนอก เพราะชีวิตผู้เขียนเองก็อาศัยในชนบทที่ภาคเหนือของไทย ได้อาศัยประโยชน์จากฝนฟ้าน้ำดินไม้ใหญ่ไม้น้อยในดินแดนแห่งนี้ประทังชีวิต ก็คิดอยากตอบแทนบุญคุณชนบทเหมือนกัน จึงบอกตัวเองว่าเราควรจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีผู้คนในชนบท งั้นเราก็ควรตั้งชื่อเรื่องที่จะเขียนว่าชนบทประเทศเห็นจะดี บัดนั้นลมร้อนเดือนเมษายนก็พากลิ่นดอกชมมะนาดวูบเข้าในห้อง หอมดอกไม้ในชนบทประเทศ ผมยิ้ม ในห้วงคำนึงหอมเรื่องราวในชนบทประเทศ

 


 

 

 

Related Posts