เงินมหัศจรรย์...

ยืดได้ หดได้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเวลาเป็น ‘สิ่งตายตัว’ เพียงอย่างเดียวบนโลกใบนี้ ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน วันนึงก็มีได้แค่ 24 ชั่วโมง... ไม่ว่าคุณจะฉลาดหรือโง่ รวยหรือจน

 

เงินมหัศจรรย์...

ยืดได้ หดได้

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเวลาเป็น ‘สิ่งตายตัว’ เพียงอย่างเดียวบนโลกใบนี้ ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน วันนึงก็มีได้แค่ 24 ชั่วโมง... ไม่ว่าคุณจะฉลาดหรือโง่ รวยหรือจน จะหลับหรือตื่น จะทำงานหรือนั่งตบตู้ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหารใหญ่โตหรือเป็นพนักงานต๊อกต๋อย วันนึงของคุณก็มีได้แค่ 24 ชั่วโมงเหมือนกัน... และหนึ่งชั่วโมงของทุกคนก็มีได้แค่ 60 นาที หรือ 3,600 วินาทีเท่านั้น ไม่มีใครในโลกสามารถมีมากหรือน้อยกว่านี้ไปได้!!!

 


 


แต่หนังสือ ‘ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น’ ได้พูดถึงอีกมิติของ ‘เวลา’ ไว้ได้น่าสนใจทีเดียว ว่าจริงๆแล้วเวลายังมีอีกหนึ่งมิติที่สามารถยืดได้-หดได้ขึ้นอยู่กับสภาวะจิต เคยสังเกตุมั๊ยคะว่าเวลาที่เรามีความสุข เวลามักจะผ่านไปเร็ว ส่วนเวลาที่เราทุกข์นั้น เวลามันช่างยาวนานไม่จบไม่สิ้นเสียที... คุณจะเบ้ปากมองบนถ้ารู้ว่าต้องนั่งบัสจากซิดนีย์ไปแคนเบอร่าเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แต่ถ้าดิฉันบอกคุณว่าบนบัสมีที่ชาร์ทแบตมือถือให้ มี wifi ฟรีให้ใช้ได้ไม่อั้น คุณอาจจะรู้สึกว่า 4 ชั่วโมงบนบัสก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร... และตอนเป็นเด็กคุณจะรู้สึกว่าในแต่ละปีนั้นสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมาย แต่พอโตขึ้นมาเราจะรู้สึกว่าแป๊บๆก็ปีใหม่ แป๊บๆก็วันเกิด เวลามันไปเร็วจนดิฉันเข้าใจสำนวนที่ว่า “เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก” ก็ตอนที่เลยหลัก 3 มานี่แหละ รุ่นพี่บอกว่ารอเลยหลัก 4 ไปเวลาจะเดินเร็วกว่านี้อีก คิดแล้วก็แปลกดีเนอะ เวลา 365 วันเท่าเดิมจะเดินเร็วขึ้นได้ยังไง??? ผู้เขียนยังได้แนะนำอีกว่าผู้ที่ฝึกสมาธิจะสามารถควบคุมเวลาได้ราวกับมีอภินิหารโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์แต่อย่าใด

 


 


ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเงินเป็น ‘สิ่งตายตัว’ ถ้าคุณมีรายได้ปีละ $50,000 มันก็คือ ห้า-หมื่น-เหรียญ-ถ้วน !!! ถ้าคุณอยากมีมากกว่านั้นก็ต้องหารายได้พิเศษ และถ้าคุณทำงานน้อยลงรายได้ของคุณก็จะน้อยลง ไม่มาอะไรซับซ้อนไปมากกว่านี้... แต่หนังสือ ‘4 hour workweek’ พูดถึงอีกมิติของเงินไว้ได้น่าสนใจไม่แพ้กัน ว่าเงินสามารถยืดได้-หดได้ขึ้นอยู่กับว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร เหมือนตัวอย่างของโฆษณากาแฟ $1 ที่ seven-eleven ทำออกเมื่อเร็วๆนี้ “ซอนย่าดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว รวมเป็นเงิน $200 ต่อเดือน หรือ $2,600 ต่อปี… เพียงแค่เธอเปลี่ยนมาดื่มกาแฟ $1 (ที่ทำจากกาแฟสดคุณภาพบลาๆๆๆ) เธอก็จะมีเงินไปเที่ยวอิตาลี่ได้หนึ่งรอบ ฉลาดหน่อยสิซอนย่า” สุโค่ยมากกก.. แต่ทำไมเราถึงคิดเองไม่ได้ ?!?!?

 


 


“ทำไมเราไม่เอาเรื่องเที่ยวกับเรื่องสุขภาพมารวมกันล่ะ?? ฉันสามารถไปฮอลิเดย์ที่เมืองไทยเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มและรักษารากฟันไปพร้อมกัน ในราคาเพียงครึ่งเดียวของค่ารักษารากฟันที่ออสเตรเลีย.. นอกจากประเทศไทยแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่ต้อนรับ health traveller เช่น ฟิลิปิน เวียดนาม อินเดีย [อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิจิ] ฯลฯ นอกจากจะประเทศพวกนี้แล้ว แม้แต่ในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีบางประเทศที่ถูกกว่าบางประเทศ เช่น ค่าทำฟันที่ออสเตรเลียถูกกว่าอเมริกา และที่ฝั่งเศษก็ถูกกว่าประเทศอังกฤษ” ส่วนหนึ่งของหนังสือ 4 hours workweek

 


 


ทุกวันนี้เทคโนโลยียิ่งเข้ามามีบทบาทในการยืด-หดค่าเงินของเรามากขึ้น เช่น Netflix ที่เอาหนังในโรงหลายๆเรื่องมาให้ดูได้ไม่จำกัดในราคาเดือนละ $40 (แค่เปลี่ยนที่ดู) เราสามารถสั่งทุกสิ่งจิงกาเบลจาก ebay ได้ในราคาถูกกว่าหน้าร้าน (แค่เปลี่ยนที่ซื้อ) สายการบินประหยัดสามารถพาเราไปได้เกือบทุกประเทศทั่วโลก (แค่อาหารไม่อร่อย บริการไม่ดี) คุณสามารถซื้อไก่ย่างที่ Coles ได้ในราคาครึ่งเดียวถ้าไปหลัง 6 โมงเย็น (แค่เปลี่ยนเวลาซื้อ) คุณสามารถซื้อไวน์คุณภาพเว่อวังในราคา 60% ของราคาในร้านทั่วไป เพียงแค่คุณสมัครสมาชิกรายเดือน แล้วก็รอรับของอยู่ที่บ้าน (มันดีมากพูดเลย!!) คุณสามารถซื้อ PANDORA จากออสเตรเลียไปขายให้คนไทยได้ในราคาที่ถูกกว่าประเทศไทย ทั้งๆที่คุณก็บวกค่าหิ้ว ค่าส่ง แล้วก็กำไรเข้าไปแล้ว... ล่าสุดดิฉันเห็นโพสของเพื่อนคนนึงที่พูดถึงประสบการณ์โบท็อกส์ทั้งหน้าที่เกาหลีในราคา 2,400 บาท (พิกัด Maypure ตรง Dongdaemun) คิดซะว่าประหยัดค่าตัวน้องโบ เพื่อไปโดนค่าเดินทาง โรงแรม กิน เที่ยว และช็อปปิ้งก็ยังคุ้ม ^___^

 


 


แต่อย่าเพิ่งรีบไปกันนะคะ!! ดิฉันมีคำเตือนสำหรับคนที่สนใจ Health & Beauty Travel มาฝากกันด้วย.. อย่างที่บอกไปแล้วว่าข้อดีคือถูก ส่วนข้อที่ต้องพิจารณาดีๆก็มีตั้งแต่ แล้วถ้ามันมีปัญหาจะปรึกษาใคร หมอที่ออสเตรเลียแก้ให้ได้มั๊ย หรือต้องกลับไปหาหมอที่ทำให้ การดูแลรักษาในอนาคตต้องกลับไปเจอหมอบ่อยแค่ไหน ใช้เวลาพักฟื้นนานเท่าไหร่ สามารถเบิกประกันได้มั๊ย แล้วจะเลือกคลินิคยังไง... สุดท้ายแล้วน่าจะกลับมาที่เรื่องของการมีข้อมูลที่มากพอ จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือสอบถามจากคนที่เคยมีประสบการณ์โดยตรงน่าจะปลอดภัยกว่า

 


 


หนังสือ How to retire in 12 months บอกไว้ว่า คุณจะมีอิสรภาพทางการเงินได้ก็ต่อเมื่อคุณเลิกเป็นทาสของเงิน ตราบใดที่คุณยังอยู่ใน Penthouse ที่แลกมาด้วยหนี้ท่วมหัว ต้องอาบแดดที่ Hawaii เท่านั้น ต้องบิน first class ทุกที่ที่ไป และใช้กระเป๋าที่ราคาแพงกว่าเงินในกระเป๋า.. คุณก็จะต้องวิ่งหาเงินไปเรื่อยๆ ไม่สามารถหยุดได้ คุณจะหยุดหาเงินได้ก็ต่อเมื่อคุณไม่ยอมให้ ‘เงินใช้’ และหันมาเป็นคน ‘ใช้เงิน’ แทน รู้อย่างนี้แล้วเรามาลองบริหารเงินของเราให้มันยืดดดดด... ออกไปให้ได้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้ ‘ใช้เงิน’ ได้มากที่สุดกันดูนะคะ แทนที่คุณจะซื้อกระเป๋าใบนึงด้วยเงินเดือนครึ่งปี ลองเปลี่ยนมาใช้เงินเดือนครึ่งเดือนเพื่อซื้อกระเป๋า 1 ใบ ชุดกระโปรง 1 ชุด รองเท้า 1 คู่ดูซักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ามันก็สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกัน แล้วแถมยังเหลือเงินให้คุณ ‘ได้ใช้’ เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 


 

เข้าเรื่องบทความกันเลยนะคะ…เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร่างกฎหมาย Migration Amendment (Skilling Australians Fund) Act 2018 และ Migration (Skilling Australians Fund) Charges Act 2018 ก็ได้รับพระบรมราชานุญาตแต่งตั้งให้เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากการเห็นชอบของรัฐสภาให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็น พ.ร.บ. ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาค่ะ แล้วคราวนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยค่ะว่าเราจะเอาเรื่องกฎหมายของออสเตรเลียมาให้ได้อ่านกันทำไม ก็เพราะว่า พ.ร.บ. นี้จะเกี่ยวข้องกับวีซ่าทำงานทุกประเภทในออสเตรเลียหน่ะสิคะ ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าตัวใหม่ TSS Visa (subclass 482) หรือวีซ่าที่ต่อยอดไปถึงการทำ PR ทั้งในแบบ ENS และ RSMS

 



 

 

 

Related Posts