ไม่รู้ไม่ผิด...แต่ได้รับคำแนะนำผิดๆ

หรือเข้าใจอะไรผิดนี่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะคะ!!!

จากที่ในฉบับที่แล้ว เราได้เขียนอัพเดทให้ทราบเกี่ยวกับค่า VISA APPLICATION ที่เพิ่มขึ้นกันไปแล้ว...มาในฉบับนี้เราก็จะมาแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมกันอีกเรื่องเกี่ยวกับระบบ POINT TESTS สำหรับการยื่นวีซ่าทักษะใน subclass ดังต่อไปนี้ค่ะ • Subclass 189 • Subclass 190 (state sponsored) • Subclass 489 (regional sponsored)

 

ไม่รู้ไม่ผิด...แต่ได้รับคำแนะนำผิดๆ หรือเข้าใจอะไรผิดนี่ชีวิตเปลี่ยนเลยนะคะ!!!

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

เราได้เขียนอัพเดทให้ทราบเกี่ยวกับค่า VISA APPLICATION ที่เพิ่มขึ้นกันไปแล้ว...มาในฉบับนี้เราก็จะมาแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมกันอีกเรื่องเกี่ยวกับระบบ POINT TESTS สำหรับการยื่นวีซ่าทักษะใน subclass ดังต่อไปนี้ค่ะ

• Subclass 189
• Subclass 190 (state sponsored)
• Subclass 489 (regional sponsored)

 


 


โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ที่ผ่านมา ผู้ที่ประสงค์ที่จะได้รับจดหมายเชิญจากทางอิมมิเกรชั่นเพื่อการขอ PR ผ่านทางวีซ่า subclass ต่างๆข้างต้น จะต้องทำแต้มในระบบ POINT TESTS ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 65 แต้มแล้วนะคะถึงจะมีสิทธิ์ได้รับจดหมายเชิญจากทางอิมฯให้ยื่น PR ได้ค่ะ สังเกตุดีๆนะคะว่าเราใช้คำว่า “มีสิทธิ์” เท่านั้นนะคะ ไม่ได้บอกว่าจะสามารถขอ PR ได้ ถ้าได้แต้มอยู่ที่ 65 คะแนน ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นยิ่งได้คะแนนมากเท่าไหร่ก็จะเป็นผลดีกับตัวท่านเองมากเท่านั้นค่ะ ซึ่งในส่วนของขั้นตอนการนับแต้ม แล้วยื่นขอความจำนงค์ในการขอ PR เนี่ยะ เราจะเรียกว่า Expression of Interest (EOI)…คราวนี้เลยเกิดคำถามสำหรับคนที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ด้วยคะแนนขั้นต่ำที่ 60 คะแนนว่ายังสามารถใช้ EOI ที่ 60 คะแนนได้อยู่หรือไม่ บอกกันตรงนี้ชัดๆเลยนะคะว่า “ไม่ได้” แล้วค่ะ น้องๆทั้งหลายจะต้องไปทำอะไรก็แล้วแต่ (ที่ไม่ใช่การโกง หรือใช้เอกสารปลอมนะคะ) เพื่อให้คะแนนขั้นต่ำของน้องๆขยับเพิ่มไปที่ 65 คะแนนแทนค่ะ โดยการเพิ่มแต้มก็สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น สอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ (IELTS หรือเทียบเท่า), เก็บประสบการณ์ทำงานเพิ่มเติม, เรียนหลักสูตร Professional Year เพิ่มเติมในขณะที่ถือวีซ่า 485 ฯลฯ

 


 

อีกเรื่องนึงที่ต้องเตือนกันเกี่ยวกับการยื่น PR คือ หลายๆคนชอบคิดว่าหลังจากที่เรายื่นขอ PR เข้าไปแล้ว เราจะได้ Bridging Visa A (BVA) เหมือนการยื่นวีซ่าอื่นๆที่ยื่นในออสเตรเลีย แต่สำหรับการยื่น PR ผ่านทางวีซ่าทักษะนั้นไม่ใช่นะคะ กลับกันเลยค่ะ คือ จะต้องยื่น EOI เข้าไปแล้วรอให้ได้ invitation จากอิมฯ เสียก่อน ถึงยังจะยื่น PR ได้ และในทุกขั้นตอนระหว่างนี้เราจะต้องมีวีซ่ารองรับระหว่างรอผลในทุกขั้นตอนด้วยนะคะ เพราะหลายครั้งที่น้องๆเข้ามาปรึกษากับเรา ก็มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอว่าตัวเองยังมี BVA สามารถรออยู่ในออสเตรเลียได้ตามปกติหลังจากที่ยื่น EOI เข้าไป คือถ้าวีซ่าหมดแล้วยังไม่ทราบผล รวมถึงไม่ได้ยื่นวีซ่าตัวใหม่เข้าไปก็จะต้องกลับไปรอฟังผลที่ประเทศไทยนะคะ

 


 

อย่างข่าวล่าสุดที่ออกมาในวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็สามารถตอบโจทย์กับคำถามที่หลายๆคนชอบถามว่า “ทำไมรอวีซ่านานจัง?...ทำไมของเพื่อนได้แล้ว แต่ของเรายังไม่ได้?” จากข่าวนี้ที่ออกมาเปิดเผยก็คือ มีผู้สมัครวีซ่าครอบครัว (อันนี้รวมถึงพวกวีซ่าคู่ครองด้วยนะคะ) ถึง 125,000 applications ในช่วง financial year ที่ผ่านมา แต่มีเพียง 47,000 คนเท่านั้นที่ได้รับวีซ่าจากทางอิมฯ เช่นเดียวกันกับพวกวีซ่าทักษะและวีซ่าทำงานต่างๆที่มีผู้สมัครมากถึง 145,000 คนในช่วง financial year ที่ผ่านมา แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ จำนวนวีซ่าที่ถูกปฏิเสธในช่วง financial year ที่ผ่านมานั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากถึง 46% ทั้งนี้ก็เป็นเหตุผลมาจากความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นอย่างขีดสุดจากนโยบายของท่านรัฐมนตรี Peter DUTTON นั่นเองค่ะ ทำให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณานานขึ้นเป็นพิเศษ ถ้าหากใครมีคุณสมบัติไม่ครบก็มีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธวีซ่าได้ทันที และบอกได้เลยว่าอย่าไปหวังว่าจะไปตายเอาดาบหน้าด้วยการยื่นอุทธรณ์ AAT นะคะ เพราะตอนนี้ฝั่งของ AAT ก็เข้มงวดไม่แพ้กันเลยค่ะ เรียกได้ว่าตอนนี้ค่อนข้างจะมีแต่เสียกับเสียไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา เสียเงิน และเสียประวัติค่ะ เพราะฉะนั้นการได้รับคำแนะนำและการวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับการยื่นวีซ่าต่างๆในตอนนี้เลยค่ะ ส่วนใครที่อยากจะอ่านข่าวดังกล่าวเพิ่มเติมก็สามารถไปอ่านกันได้ตามลิงค์ที่ให้ไว้ตรงนี้ได้เลยนะคะ https://www.smh.com.au/politics/federal/visa-queues-swell-as-peter-dutton-s-migration-cuts-bite-20180720-p4zsp6.html

 


 

คราวนี้มาดูกรณีตัวอย่างของการได้รับคำแนะนำผิดๆ และผลเสียที่ได้รับตามมากันบ้างดีกว่าค่ะ...สำหรับตัวอย่างแรกที่เข้ามาปรึกษาจัสติน (Migration agent ประจำ Sydney office) ของเรา ก็คือ ครอบครัวของน้องเอค่ะ น้องเอได้เข้ามาปรึกษากับเราเพราะว่าทาง AAT ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมที่น้องเอถูกยกเลิกวีซ่านักเรียน เนื่องจากน้องเอไม่ได้ไปเรียนหนังสือเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนตามคำแนะนำของเอเจนท์ที่บอกน้องเอว่า “ไม่ต้องไปเรียนหนังสือในระหว่างช่วงที่รอผลของวีซ่า” หลังจากที่ได้ยื่นวีซ่าติดตามนักเรียนกับทางภรรยาของน้องเอเข้าไป ทำให้น้องเอถูกอิมฯยกเลิกวีซ่านักเรียนของตัวน้องเอเองในที่สุดค่ะ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นแทนที่เอเจนท์ดังกล่าวจะให้น้องเอ withdraw ตัววีซ่าติดตามนักเรียนที่ยื่นตามภรรยาของตัวเองเข้าไป กลับปล่อยไว้อย่างนั้นด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบจนน้องเอก็โดนปฏิเสธวีซ่ามาอีก เพราะได้ทำผิดเงื่อนไข 4103 คือ ภายหลังที่โดนยกเลิกวีซ่า เราจะไม่มีสิทธิ์ยื่น temporary visa ใดๆได้เลย ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าทำงาน วีซ่าท่องเที่ยว หรือแม้แต่วีซ่านักเรียนเป็นเวลา 3 ปีด้วยกัน ยังไม่หมดแค่นั้นนะคะเพราะเอเจนท์เจ้ากรรมดันแนะนำให้น้องยื่นอุทธรณ์วีซ่าติดตามนักเรียนที่โดนปฏิเสธเพียงอย่างเดียว ทั้งๆที่น้องเอสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทั้งวีซ่าที่ถูกยกเลิกไปและวีซ่าติดตามนักเรียนที่ถูกปฏิเสธมา รวมถึงควรจะยื่นอุทธรณ์ในส่วนของวีซ่าที่ถูกยกเลิกตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ ในกรณีนี้ถ้าน้องเอได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตั้งแต่ในเรื่องที่น้องเอควรจะยังไปเรียนหนังสืออยู่ตามเดิมในขณะที่รอวีซ่าติดตามนักเรียนกับภรรยาที่ยื่นเข้าไป รวมถึงผลลัพธ์ของการถูกยกเลิกวีซ่า และการเลือกอุทธรณ์ให้ถูกต้อง น้องเอก็คงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงเช่นนี้ค่ะ

 


 

มาดูกรณีศึกษาที่ 2 กันต่อเลย คราวนี้มาเป็นในเรื่องของ Partner Visa ที่จะให้ลูกมาติดตามกันบ้างค่ะ คือ น้องบีได้ยื่น Partner Visa ไปด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นปี 2017 โดยได้ระบุใน application ให้ทางอิมฯทราบว่าไม่มีความประสงค์ที่จะเอาลูกมาติดตามในอนาคต ซึ่งความหมายเป้าประสงค์ของน้องบีก็คือตั้งใจจะเอาลูกมาติดตามในภายหลัง แต่ทางเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าน้องบีจะไม่เอาลูกมาเลย จึงออกเอกสารให้น้องบีเซ็นรับรองว่าจะไม่ให้ลูกไปตรวจสุขภาพ รวมถึงไม่อนุญาตให้นำลูกมาติดตามในอนาคต เดชะบุญในความใคร่รู้ใครสงสัยของน้องบีจึงนำพาให้น้องโทรมาสอบถามกับทาง CPSydney office จนได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากเรา ทำให้น้องบีตัดสินใจแต่งตั้งให้เราเป็นเอเจนท์ตัวแทนติดต่อกับทางอิมฯแทนน้อง เราก็ได้ทำการเขียน submission แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดของน้องบี จนในที่สุดอิมฯก็เปลี่ยนใจอนุญาตให้ลูกของน้องบีไปตรวจสุขภาพเป็นที่เรียบร้อย และเตรียมตัวทำเรื่องวีซ่าติดตามน้องบีมาที่ออสเตรเลียอยู่ใน ณ ตอนนี้แล้วค่ะ

 


 

ทั้งนี้ทั้งนั้นการได้รับข้อมูล หรือคำแนะนำที่ถูกต้องก็ควรจะมาจาก Registered Migration Agent ที่จบหลักสูตรเกี่ยวกับ migration มาโดยตรง โดยเราสามารถตรวจสอบหมายเลข Migration Agent Registration Number (MARN) และชื่อนามสกุลของ Migration Agent กับทาง Office of the Migration Agents Registration Authority (OMARA) ได้ที่ http://www.mara.gov.au/seacrh-the-register-of-migration-agents/?location=&keyword เพราะนอกจากจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว Migration Agent เหล่านี้ยังจะต้องปฏิบัติตามกฎควบคุมการทำงานของ the Migration Agents Registration Authority (MARA) อีกด้วยค่ะ...สำหรับลิงค์ข้างต้น ถ้าใครลองหารายละเอียดของจัสตินด้วย MARN 1462933 ก็จะปรากฎข้อมูลของจัสตินขึ้นมาดังนี้ค่ะ

 


 

Source: https://www.mara.gov.au/search-the-register-of-migration-agents/registered-migration-agent-details/?id=2bb175fc-57ae-e311-9402-005056ab0eca

 


 

สุดท้าย ก่อนจากกันไปในฉบับนี้...นี่เลยค่ะ “CPSydney The Snowy Mountain 2018” ไปเที่ยวเล่นหิมะด้วยกันนะคะ ออกเดินทางในคืนวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม และกลับมาถึงซิดนีย์ในคืนวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2018 ด้วยสนนราคาต่อท่านแค่ A$89 เท่านั้น หรือถ้ามากันเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปก็จะตกเหลือราคาต่อท่านแค่เพียง A$80 เท่านั้นค่ะ สามารสำรองที่นั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ทั้งทาง LINE ID: cpsydney2 หรือโทร 02 9267 8522 ได้เลยนะคะ บอกก่อนว่าจัดรอบเดียวเท่านั้น เต็มแล้วเต็มเลย ไม่มีเปิดเพิ่มรอบนะคะ และกิจกรรมนี้เปิดกว้างให้สำหรับทุกคนนะคะไม่จำเป็นว่าต้องเป็นนักเรียนหรือลูกค้าของทาง CPSydney เท่านั้น น้องๆที่ไม่ได้ใช้บริการกับเราก็สามารถไปเที่ยวด้วยกันได้ค่ะ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถดูในรูปด้านล่างได้เลย หรือว่าจะติดต่อสอบถามเข้ามาทางช่องทางข้างต้นก็ยินดีนะคะ

 


 

สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ CPSydney office Team

 


 

 

 

Related Posts