2 ปีแห่งการรำลึกถึง

A Year Full of Memories

นับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต หัวใจไทยทั้งชาติแทบแตกสลาย ไม่มีแห่งหนตำบลใดที่ไม่มีการหลั่งนํ้าตา สีดำ กลายเป็นสีที่พสกนิกรทั่วประเทศพร้อมใจกันสวมใส่มาตลอด 1 ปีแรก เพื่อน้อมถวายความอาลัยต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในทุกหนแห่ง เราได้เห็นการแสดงออกของประชาชนในทุกภาค ในทุกวิถีทางที่ตนทำได้ เพื่อถวายความกตัญญูในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมุ่งมั่นทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์

 

2 ปีแห่งการรำลึกถึง

A Year Full of Memories

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

นับจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต หัวใจไทยทั้งชาติแทบแตกสลาย ไม่มีแห่งหนตำบลใดที่ไม่มีการหลั่งนํ้าตา สีดำ กลายเป็นสีที่พสกนิกรทั่วประเทศพร้อมใจกันสวมใส่มาตลอด 1 ปีแรก เพื่อน้อมถวายความอาลัยต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในทุกหนแห่ง เราได้เห็นการแสดงออกของประชาชนในทุกภาค ในทุกวิถีทางที่ตนทำได้ เพื่อถวายความกตัญญูในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมุ่งมั่นทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์

 


 

13 ตุลาคม 2561 ครบรอบ 2 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แม้ว่าจะล่วงเลยมาเนิ่นนานแต่ความอาลัยยังคงมีอยู่ทั่วทุกแห่ง ภาพแห่งความทรงจำร่วมกันของคนไทยทั่วโลกยังคงทำให้หวนระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ หยดน้ำตาคนไทยในวันนี้เทียบไม่ได้กับหยาดเหงื่อพระราชาที่ทรงงานหนัก เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวไทยให้อยู่ดีกินดี และทรงสร้างหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อให้คนไทยได้เพียงพอใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าและสร้างความสุขจากสิ่งที่มี

 


 

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย และเพื่อรำลึกวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ครบ 2 ปี สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ขอเชิญชวนชาวไทยเข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.30-12.00 น. ณ วัดพุทธรังษี แอนนันเดล โดยขอให้ทุกท่านแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย หรือชุดสุภาพ โทนสีเหลือง เพื่อกรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 


 

ยํ่าคํ่าคำสั่งให้        เดินขบวน

เสียงสุรางค์นางครวญ         ครํ่าก้อง

แตรปี่มี่รัญจวน         ใจสลด

เปิงพรวดพรวด ๆ        ซร้อง ศัพท์ซํ้ากำศรวญ ฯ

(จากวรรณคดีเรื่อง “สามกรุง”)

 


 

นับแต่โบราณกาล การมาถึงของเดือนตุลาคมจะมาพร้อมกับกระแสลมหนาว ที่เริ่มพัดโชยแทรกมาในสายฝนที่พรั่งพรู ดังที่คนโบราณเรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาว บรรยากาศอึมครึมนี้ไม่ต่างกับความรู้สึกของคนไทยกว่า 70 ล้านคน เพราะอีกไม่กี่วัน ประเทศไทยจะเข้าสู่วาระครบ 2 ปีของการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 


 

นับจากวันแห่งมหาวิปโยค 13 ตุลาคม 2559 สีดำยังคงเป็นสีที่ประชาชนเต็มใจสวมใส่ แม้วันคืนจะล่วงผ่านเกือบสองปีแล้ว คนไทยบางส่วนยังคงพร้อมใจกันแต่งตัวสีดำ และแม้จะมีสีอื่นมาแต่งแต้มบ้าง ก็ยังคงเป็นโทนสุภาพเข้มขรึม

 


 

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าหน้าตึกและภายในสำนักงานทั่วกรุงเทพฯ ยังคงดึงดูดพลังแห่งความรักและศรัทธาไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่าในโถงสถานที่ราชการ ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างก้มศีรษะไหว้ก่อนที่จะเงยหน้าจ้องพระพักตร์ของพระองค์ท่านด้วยใบหน้าที่ฉายแววแห่งความเทิดทูนอาลัย และความคิดถึงอย่างสุดแสน

 


 

“มาก (ลากเสียงยาว) คิดถึงมาก” ภัคชุดา โอวาทวรพร กล่าวกับเราทันทีที่ได้ยินคำถามว่า ระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เธอคลายความคิดถึงพระองค์หรือไม่หญิงสาววัย 35 ปี ผู้นี้กลายเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศโดยไม่ตั้งใจ เมื่อเธอยอมให้นักข่าวจากสำนักข่าว CNN สัมภาษณ์ทั้งนํ้าตานองหน้าถึงความรู้สึกในวินาทีที่ได้รับรู้ถึงการจากไปของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “มองอะไรก็คิดถึง นํ้าตาซึมคิดถึงมาก เหมือนกับมีญาติผู้ใหญ่ที่รักมากแล้ววันหนึ่งท่านต้องจากเราไป ทุกครั้งที่เรามอง เราก็คิดถึงท่าน ไม่สามารถจะลืมได้ เวลาเดินผ่านพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน จะยกมือไหว้ทุกครั้ง” 

 


 

พร้อมกับบอกว่า เธอยังคงจำรายละเอียดที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ทั้งหมด เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอยอมทิ้งงานเพื่อไปเฝ้าหวังจะส่งพลังใจให้ใกล้ที่สุด  

 


 

นั่นคือส่วนหนึ่งของหลักฐานของความเทิดทูนอันล้นเหลือของพสกนิกรที่เป็นรูปธรรม แต่สำหรับส่วนที่มองไม่เห็นนั้น เราสัมผัสได้ตามวัดต่างๆ หลายคนบอกว่าพวกเขามาทำบุญ และอุทิศบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บางคนมาปฏิบัติธรรมถือศีลช่วงสุดสัปดาห์เพื่อถวายกุศลแด่พระองค์ “เราพยายามที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อท่านให้มากที่สุด อย่างทุกวันนี้เวลาทำบุญ ก็จะน้อมถวายกุศลให้พระองค์ท่าน เวลาสวดมนต์ก็จะน้อมถวายให้ท่านแม้จะเป็นแค่เศษธุลีบุญ ก็ขอน้อมถวาย ช่วงนี้เราถวายบุญท่านบ่อยมาก อีกอย่างคือปกติช่วงเข้าพรรษาจะทานมังสวิรัติ ปีนี้เราตั้งใจจะถวายบุญส่วนนี้ให้ท่านทั้งหมด” ภัคชุดากล่าว

 


 

ภาพแห่งความจงรักภักดี

The Picture of Loyalty

 

ถ้าความรักของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา-ภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือการให้ผ่านการกระทำ ความรักและความจงรักภักดีของประชาชน ที่มีต่อพระองค์ก็คือการร่วมแรงร่วมใจกันในกิจกรรมใดๆ ที่เป็นไปเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ เหมือนเมื่อครั้งเตรียมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่กรมศิลปากรประกาศรับอาสาสมัครร่วมปฏิบัติงานจัดสร้างพระโกศจันทน์และงานศิลปกรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศในวันที่ 19 มกราคม 2560 ผู้คนจำนวนมากต่างแห่กันส่งใบสมัครชนิดมืดฟ้ามัวดินนับได้เกือบหลักพัน คุณสมบัติและทักษะที่กำหนดไว้ว่าต้อง “เป็นที่ยอมรับ” และ “สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของสำนักช่างสิบหมู่” ไม่อาจหยุดยั้งพลังแห่งความกตัญญูได้ 

 


 

 

“พี่เข้าใจนะว่าทำไม ทั้งที่ปิดรับสมัครแล้ว แต่คนก็ยังเข้ามาไม่หยุด มีตั้งแต่เด็กนักเรียนยันคนแก่ บางคนนี่เข้ามาอ้อนวอน ขอว่าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะงานอะไรเต็มใจยินดีหมด ขอให้ได้ทำเถอะ” 

สมคิด สัมมาวุฒธิ นายช่างประณีตศิลป์ ท. 2 เล่าถึงเหตุการณ์ประทับใจเมื่อปีที่ผ่านมา ถึงการมาเยือนอย่างไม่ขาดสายของผู้ที่มาขออาสาเกือบทุกวัน

“มีอยู่คนหนึ่งเป็นอาม่าผมขาว อายุ 70 กว่าๆ แล้วมาหลังจากปิดรับสมัครแล้ว เพราะรู้ช้ากว่าคนอื่น

พอมาถึงก็ร้องไห้ใหญ่เลย อ้อนวอนว่าจะให้ทำอะไรก็ได้ เราก็เลยให้ช่วยงานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความชำนาญ ซึ่งอาม่าก็มาเกือบทุกวัน ยกเว้นช่วงที่สามีป่วยก็หยุดไปพักหนึ่ง” 

 


 

แม้ว่าจำนวนผู้ที่แสดงความสนใจสมัครเข้ามานั้นมีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ผู้ที่มีความชำนาญจริงๆ นั้นมีจำนวนจำกัด จึงต้องมีการทดสอบความสามารถก่อนจะส่งต่อไปยังส่วนงานต่างๆ ตามระดับความชำนาญและประสบการณ์ เหล่าอาสาต่างยอมรับว่างานโหดหินกว่าที่คิด งานแต่ละชิ้นไม่เพียงแต่ต้องใช้ความประณีตและความละเอียดสูง ยังต้องใช้ความอดทนอย่างมาก

 


 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2560 อาจารย์มณเฑียร ชูเสือหึง รักษาการจิตรกรเชี่ยวชาญ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกแบบงานจิตรกรรมฉากบังเพลิงพระเมรุมาศ รวมทั้งจิตรกรรมฝาผนังสำหรับพระที่นั่งทรงธรรม สิ่งแรกที่อยู่ในความคิดของเขาคือ ทำอย่างไรให้ผลงานที่ออกมาตอบโจทย์ที่ได้รับมา คือต้องประกอบไปด้วยดิน นํ้า ลม ไฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริทั้งสิ้น และต้องสมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 


 

เพื่อการนี้ เขาจึงอุทิศเวลาศึกษางานและโครงการในพระราชดำริต่างๆ อย่างขะมักเขม้น สำหรับคนส่วนใหญ่ การเตรียมงานพระราชพิธีครั้งนี้ คือการเดินทางย้อนอดีตไปสู่ยุคสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ยุคสมัยที่พระราชาของแผ่นดินแทบไม่เคยประทับในพระราชวัง เพราะเวลาส่วนใหญ่ทรงใช้ไปกับการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรของพระองค์ในตอนกลางวัน และทรงวางแผนแก้ปัญหาให้พวกเขาในตอนกลางคืน แต่สำหรับอาจารย์มณเฑียร นี่คือการได้เรียนรู้อย่างจริงจังว่าทำไมพระองค์จึงทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดของโลก

 


 

“เอาจริงๆ นะ ก่อนหน้านี้เราไม่รู้ลึกซึ้งอะไรหรอกว่าพระองค์ท่านทำอะไรบ้าง รู้แค่ว่าท่านทรงพระปรีชาในศาสตร์ทุกศาสตร์ แม้แต่ด้านศิลปะ...แต่พอมาดูวิธีการแก้ปัญหาความทุกข์ของพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ และสิ่งที่ท่านพระราชทาน เรารู้เลยว่าท่านศึกษาปัญหาจริงๆ ท่านลงพื้นที่ พูดคุยกับประชาชนจริงๆ ที่สำคัญ ผมได้รู้ว่าท่านทรงอ่านฎีกาที่ชาวบ้านกราบบังคมทูลจริงๆ” 

 


 

อาจารย์มณเฑียรบอกพร้อมกับเสริมว่า แต่ละเรื่องราวนั้น คือที่มาของภาพในแต่ละฉาก ที่ว่าด้วยเรื่องราวของพระราชกรณียกิจ ในบรรดาพระบรมฉายาลักษณ์กว่าพันภาพ ที่อาจารย์มนเฑียรได้เห็น มีอยู่ภาพหนึ่งที่ตรึงใจมาตลอด “ก่อนจะได้ภาพสำหรับฉาก ผมนั่งดูภาพพระองค์ท่านเยอะมาก แต่มีภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ท่านเสด็จฯ ในพื้นที่หนึ่งที่กันดาร ทางที่ข้ามเป็นร่องนํ้าและมีไม้พาดอยู่ ท่านทรงพระดำเนินได้อย่างคล่องแคล่วมาก ทั้งที่มีพระเนตรข้างเดียว อะไรจะคล่องขนาดนั้น และท่านกระฉับกระเฉงมาก ซึ่งต่างกับข้าราชการที่ตามเสด็จฯ ท่าน เห็นได้ชัดเลยว่าดูเก้ๆ กังๆ เหมือนไม่ชินกับพื้นที่....ผมจำไม่ได้ว่าโครงการอะไร ปีไหน แต่ภาพติดตาผมมาตลอดตั้งแต่

 


 

เริ่มทำงานถวาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น”  การที่จะจำได้ว่าภาพนั้นมาจากโครงการอะไรคงเป็นการยาก เพราะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น มีจำนวนกว่า 4,000 โครงการ และพื้นที่ที่พระองค์เสด็จฯ นั้นเกือบทุกแห่งกันดารแทบทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ประชาชนของพระองค์ไม่เคยลืมคือ พระองค์ทรงรู้จักแผ่นดินนี้ทุกซอกทุกมุม

 


 

 

 

Related Posts