เตือนแล้วเตือนอีก

ยังไม่เข็ดกันอีกใช่ไหมคะ!!!

หลังจากที่ฉบับที่แล้ว VisaTalk by CPSydney ของเราได้วนไปอัพเดทในเรื่องของรัฐบาลออสเตรเลียชุดใหม่ของท่านนายกฯ Scott MORRISON ให้น้องๆเพื่อนๆ ได้ทราบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…มาในฉบับเดือนตุลาคมนี้เราก็จะกลับมาเข้ามาสู่เรื่องของวีซ่าออสเตรเลียโดยตรงตามปกติค่ะ ช่วงนี้ก็มาแรงกันเหลือเกินกับในเรื่องของ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยโกง (กันเอง)” ซึ่งอันที่จริงก็เป็นกันมานานแล้วแหล่ะ แต่ที่ดันกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมกันอยู่ตอนนี้ก็เพราะว่าความเสียหายรอบนี้มันมีผู้เสียหายมากมายเหลือเกิน ทำให้เรื่องมันแดงขึ้นมา จนเป็นกระแสข่าวทั้งที่ไทยและออสเตรเลียอยู่ ณ ตอนนี้

 

เตือนแล้วเตือนอีก

ยังไม่เข็ดกันอีกใช่ไหมคะ!!!

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

หลังจากที่ฉบับที่แล้ว VisaTalk by CPSydney ของเราได้วนไปอัพเดทในเรื่องของรัฐบาลออสเตรเลียชุดใหม่ของท่านนายกฯ Scott MORRISON ให้น้องๆเพื่อนๆ ได้ทราบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…มาในฉบับเดือนตุลาคมนี้เราก็จะกลับมาเข้ามาสู่เรื่องของวีซ่าออสเตรเลียโดยตรงตามปกติค่ะ ช่วงนี้ก็มาแรงกันเหลือเกินกับในเรื่องของ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยโกง (กันเอง)” ซึ่งอันที่จริงก็เป็นกันมานานแล้วแหล่ะ แต่ที่ดันกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมกันอยู่ตอนนี้ก็เพราะว่าความเสียหายรอบนี้มันมีผู้เสียหายมากมายเหลือเกิน ทำให้เรื่องมันแดงขึ้นมา จนเป็นกระแสข่าวทั้งที่ไทยและออสเตรเลียอยู่ ณ ตอนนี้

 


 


ในฉบับนี้เราก็เลยอยากจะออกมาเขียนถึงเคสของลูกค้าของเราท่านหนึ่งที่โดนทำเคสพังไปเหมือนกัน แล้วก็ได้ติดต่อเข้ามาที่ CPSydney office ของเราให้แก้ไขได้ทันเวลา เพื่อเป็นการย้ำเตือนกันอีกรอบในเรื่องของการเลือกใช้เอเจนท์ตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นการทำเคสนักเรียนต่างๆ หรือวีซ่าตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวีซ่าครอบครัว และวีซ่าทำงานต่างๆว่าให้เลือกและตัดสินใจกันดีๆ อย่าเอาสะดวกหรือถูกเข้าว่าแต่อย่างเดียว ของแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองหรือไม่โดนกับตัวก็ไม่รู้หรอกค่ะ อันนี้ไม่ได้มีเจตนาจะซ้ำเติมผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าวแต่อย่างใดนะคะ พลาดไปแล้วก็พลาดไป ยังไงก็ขอให้ผลการตัดสินคดีความของเอเจนท์ตัวแทนคนดังกล่าวออกมาเป็นประโยชน์กับผู้เสียหายทั้งหลายค่ะ (เราปั่นต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์ก่อนที่เอเจนท์ตัวแทนดังกล่าว จะถูกเรียกพิจารณาคดีความ 1 วัน ทำให้ยังไม่ทราบผลลัพธ์ของการไต่สวนค่ะ)

 


 

อารัมภบทกันมาพอสมควรละ มาเข้าเรื่องของเราสำหรับบทความในฉบับเดือนตุลาคมนี้กันเลยดีกว่า เคสตัวอย่างของเราในฉบับนี้จะเป็นครอบครัวชาวจีนค่ะ โดยในฉบับนี้เราจะไม่มีการใช้นามสมมติใดๆทั้งสิ้น จะเรียกแทนว่าเป็นคุณสามี คุณภรรยา และคุณลูกไปเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าเคสตัวอย่างนี้มีความซับซ้อนพอสมควร เพราะไล่มาตั้งแต่การทำวีซ่าทำงานของคุณสามีและมีภรรยาติดตาม, การที่ภรรยาที่เป็นผู้ติดตามถูกปฏิเสธทั้งจากอิมฯ และการอุทธรณ์จากการยื่นขอ permanent resident (PR) ติดตามสามีเข้าไป, และการถูกปฏิเสธ partner visa

 


 

เอากันง่ายๆ เคสดังกล่าวของครอบครัวนี้ตกมาถึง Justine (Migration agent ประจำ CPSydney office) ก็ตอนที่ครอบครัวดังกล่าวต้องการให้เรายื่นอุทธรณ์ต่อสู้คำตัดสินจากการถูกปฏิเสธ (refuse) partner visa มาแล้วนั่นเอง อย่าเพิ่งงงกันนะคะ เดี๋ยวจะสรุปเป็น timeframe ให้ดูกันอีกรอบในส่วนของความเป็นมาของเคสก่อนที่จะตกมาถึง CPSydney office ของเราและได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยด้วยฝีมือของ Migration agent ประจำ CPSydney office ค่ะ เพื่อนๆจะได้งงน้อยลง TIMEFRAME ความพัง ก่อนที่ CPSydney office จะเป็นผู้ดูแลเคส

• พฤศจิกายน 2010 ภรรยาได้ยื่นวีซ่าติดตามคุณสามีเข้าไปภายใต้วีซ่า 457
• กรกฎาคม 2011 ระหว่างที่รอผลของวีซ่า 457 ที่ได้แนบภรรยาเข้าไปติดตาม เอเจนท์เก่าได้ทำการถอน (withdraw) วีซ่าดังกล่าวของภรรยา ทำให้วีซ่าดังกล่าวของภรรยาถูกยกเลิก แต่ได้ทำการแก้ไขในภายหลังด้วยการยื่นติดตามสามีเข้าไปอีกรอบด้วยวีซ่าติดตามสามี subclass 857 (ปัจจุบันนี้ไม่มีวีซ่าตัวนี้แล้วนะคะ)
• กุมภาพันธ์ 2012 วีซ่าติดตาม 857 ของคุณภรรยาถูกปฏิเสธ แต่คุณสามีวีซ่าผ่านตามปกตินะคะ
• พฤศจิกายน 2013 Migration Review Tribunal (MRT) หรือ AAT ในปัจจุบัน ยืนยันคำตัดสินในการปฏิเสธวีซ่า 857 ของคุณภรรยา
• พฤศจิกายน 2013 ยื่น Partner visa subclass 820/801 เข้าไปในช่วงปลายเดือน และได้ Bridging Visa C ออกมา ทำให้สามารถอยู่ในออสเตรเลียได้ตามปกติ
• ตุลาคม 2016 ถูกปฏิเสธ Partner visa ด้วยเหตุผลสุด classic คือ อิมฯไม่เชื่อว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความจริง โดยก่อนที่จะถูกปฏิเสธวีซ่าได้ถูกเรียกขอเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ถึง 2 ครั้งด้วยกัน

 


 

พอเคสตกมาถึง Migration agent ประจำ CPSydney office ของเรา ก็ต้องบอกตามตรงว่า “มีเสียหลัก อึ้งกันไปพักใหญ่เลยเหมือนกัน” เพราะเชื่อหรือไม่ว่า ที่อิมฯเขาไม่เชื่อว่าสามีภรรยาคู่นี้มีความสัมพันธ์ที่เป็นความจริง มันเป็นความสัมพันธ์ที่ได้แต่งงานกันมาตั้งแต่ปี 2002 อีกทั้งยังมีทายาทด้วยกันถึง 2 คน โดยที่ลูกสาวคนโตเนี่ยะเกิดตั้งแต่ก่อนที่จะทำเรื่องวีซ่าต่างๆด้วยซ้ำ ส่วนคนเล็กนี่เกิดหลังจากที่ตัวคุณสามีเป็น PR เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ได้สถานะตามคุณพ่อโดยกำเนิดค่ะ รอดตัวไปนะเจ้าตัวเล็ก555 ฟังจากปากเปล่า...ทั้งแต่งงานมาเป็น 10 ปี ลูกก็มี 1 คนก่อนจะยื่นเรื่อง ใครจะไปเชื่อว่าจะถูกปฏิเสธวีซ่าได้ จริงไหมคะ แต่อย่าลืมนะคะว่าก่อนที่คุณภรรยาจะมาทำเรื่อง partner visa เนี่ยะ ประวัติวีซ่าติดตามต่างๆที่ถูกปฎิเสธมาก็ใช่ย่อยซะที่ไหน เพราะฉะนั้นเอกสารก็ต้องมีให้ครบถ้วน ไม่ใช่จะมองว่า “ทะเบียนสมรสก็จดแล้ว ลูกก็มีแล้ว...สบายๆ ผ่านชัวร์” ออกแนวลูกประมาทเหมือนที่เอเจนท์เก่าทำให้สามีภรรยาคู่นี้ค่ะ เพราะตอนที่ยื่น partner visa เข้าไปในปี 2013 เอเจนท์นั้นแนบเอกสารแค่ 5 อย่างเท่านั้น!!! อย่าลืมนะคะว่าสามีภรรยาคู่นี้เขาเริ่มทำเรื่องตามกันภายใต้วีซ่า 457 ตั้งแต่ปี 2010 แล้ว ในฐานะที่เป็นเอเจนท์ตัวแทนควรจะเรียกขอเอกสารความสัมพันธ์มากกว่านี้ อิมฯเขาไม่ได้รู้จักเรามาก่อน เราต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุดค่ะ

• ทะเบียนสมรส
• ใบเกิดของลูกสาวคนโต
• เอกสารระบุที่อยู่ของทั้งสามีและภรรยา ซึ่งตอนแรกที่แนบไปก็มีแค่เพียงเอกสารของปี 2011 เท่านั้น
• บัตรประกันสุขภาพที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2008
• จดหมายรับรองความสัมพันธ์จากเพื่อนๆของสามีภรรยาคู่นี้ (Form 888)

 


 

อย่าคิดแค่ว่า ก่อนหน้านี้มีเอกสารแค่นี้ยื่นแล้วยังผ่านเลย...วีซ่ามันคนละตัวกัน บรรทัดฐานหรือรายละเอียดของเอกสารมันก็แตกต่างกันค่ะ สำหรับกรณีนี้สามีภรรยาก็อาจจะผิดในส่วนของการละเลยหลักฐานเอกสารต่างๆที่อาจจะไม่ได้เก็บกันสักเท่าไหร่ อันนี้ยังพอพูดกันได้ว่า “ก็ไม่รู้หนิว่าต้องใช้” แต่ที่ค่อนข้างหนักเลยคือ เอเจนท์เก่านี่แหล่ะที่ปล่อยให้ยื่นวีซ่าเข้าไปด้วยเอกสารแค่นี้แต่แรก นี่ยังดีที่อิมฯเขายังขอเอกสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์เพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสิน ถึงแม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นการปฏิเสธก็ตามที โดยเอกสารที่แนบเพิ่มเข้าไปในปี 2016 ก่อนที่จะรู้ผลของวีซ่าก็มีดังนี้ค่ะ

• ใบเกิดของลูกคนที่ 2
• บัญชีคู่ (Joint bank account) ที่เพิ่งเปิดตอนเดือนพฤษภาคม 2016
• เอกสารระบุที่อยู่เพิ่มเติมจนถึงปัจจุบันก่อนที่จะรู้ผลวีซ่า
• จดหมายความเป็นมาของความสัมพันธ์ของทั้งคู่ (Joint relationship statement)

 


 

แต่อย่างที่ทราบผลลัพธ์กันอยู่แล้ว มันยังไม่เพียงพอที่จะชวนเชื่อให้อิมฯเชื่อในความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้ค่ะ โดย partner visa ของตัวคุณภรรยาได้ถูกปฏิเสธในวันที่ 19 ตุลาคม 2016 ซึ่งอิมฯก็ได้ชี้แจงให้เห็นถึงบรรทัดฐานที่แยกออกได้เป็นหัวข้อสำหรับการประเมิน partner visa application ดังนี้ค่ะ (โดยอิมฯเขาประเมินจากทั้งเอกสารที่แนบเข้าไปในตอนแรก, เอกสารที่แนบเพิ่มเติมในปี 2016, และการสัมภาษณ์ แล้วนะคะ) โดยอันนี้จะเป็นแค่หัวข้อการประเมินหลักๆที่มาจาก decision record ของอิมฯเท่านั้นนะคะ ยังไม่ได้นับรวมถึงเอกสารบังคับอื่นๆแต่อย่างใดค่ะ อย่าเหมาว่าอ่านเจอจากบทความของเราละเอกสารที่บอกมีเพียงแค่นี้ แล้วขี้ตู่แนบเอกสารตามหัวข้อเท่านั้นนะคะ

• Financial Aspects อันนี้หลักๆจะหมายถึงการมีทรัพย์สินร่วมกัน โดยที่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นเงินอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ พวกอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ร่วมอื่นๆ ก็สามารถนำมาใช้ประกอบได้เช่นกันค่ะ
• Nature of the Household ความรับผิดชอบร่วมกันต่างๆภายในครัวเรือน
• Social Aspects สถานภาพทางสังคมต่างๆ คือไม่ใช่แค่โลกนี้มีแค่เราสอง มันคือการมีตัวตนของคู่สมรสหรือแฟนต่อกลุ่มเพื่อนของแต่ละคนด้วย (ถ้าใครเคยทำเคส partner visa หรือแม้แต่วีซ่าติดตามนักเรียนกับทาง CPSydney office ของเรา ก็จะทราบว่าเราไม่ได้ขอแต่รูปคู่เท่านั้น เราขอรูปหมู่คณะเวลาไป hang out กับเพื่อนหรือไปหาครอบครัวของอีกฝ่ายด้วย ถ้ามีนะคะ)
• Nature of the Persons’ Commitment to each other คือการมีพันธะผูกพันธ์ หรือความรับผิดชอบร่วมกันต่อบุคคลอีกคน

 


 

พอโดนปฏิเสธ partner visa มาล่าสุด และจากคำแนะนำของเพื่อนที่ได้แนะนำให้สามีภรรยาคู่นี้ลองมาปรึกษากับทางเราแทนที่จะทู่ซี้ทำเรื่องกับเอเจนท์เดิมต่อไป ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยถึงแนวทางแก้ไข และความเป็นไปได้ว่ายังมีพอมีประเด็นไหนให้เราชี้แจงเพิ่มเติมได้อีกบ้างจากสิ่งที่อิมฯเขาได้แย้งมา...สามีภรรยาคู่นี้ก็ได้ตัดสินใจให้เรายื่นอุทธรณ์ให้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 โดยสิ่งที่เราทำให้หลักๆเลย คือ การเขียน submission อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่โดยละเอียด ชี้แจงประเด็นต่างๆที่อิมฯแย้งมา (รวมๆที่เขียน submission เข้าไปก็ประมาณ 6 หน้าเห็นจะได้) พร้อมทั้งร่าง timeline ของความสัมพันธ์ตั้งแต่เริ่มต้นให้ทางอิมฯดู กอปรกับเอกสารเพิ่มเติมต่างๆที่เราได้ลิสต์ไปให้สามีภรรยาคู่นี้นำมาส่งให้เราเพิ่มเติม

 


 

ในที่สุด หลังจากที่ไปฟังผลของการไต่สวนในวันที่ 7 ธันวาคม 2017 ครอบครัวจีนครอบครัวนี้ก็ได้รับข่าวดีจาก AAT ค่ะ คือหลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ทาง AAT เชื่อในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ และได้กลับคำตัดสินของอิมฯในวันที่ 11 ธันวาคม 2017 จนในปัจจุบันภรรยาและลูกสาวคนโตก็ได้ PR เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

 


 

ที่เอาเรื่องนี้ยกตัวอย่างมาให้อ่านก็ไม่ใช่เพราะว่าอะไรหรอกนะคะ แค่อยากจะเตือนให้ทุกคนเลือกเอเจนท์ตัวแทนอย่างมีสติ เรื่องวีซ่าไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่หลายๆคนคิดนะคะ ใส่ใจกับมันสักนิด ผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น อย่าเอาแต่มองว่าเน้นถูกเน้นง่ายเข้าไว้ พอมันพังขึ้นมาแล้วต้องมานั่งแก้มันจะเข้าทำนอง “วัวหายล้อมคอก” กันอย่างที่เป็นอยู่นี่แหล่ะค่ะ...หากใครอยากปรึกษากับทีมงานที่ไว้ใจได้ ก็ติดต่อเราเข้ามาได้เลยนะคะ เรามีทั้ง migration agent ที่พูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษค่ะ รับรองว่าไม่มีเรื่องโกง หรือเอกสารปลอมจาก CPSydney office ของเราอย่างแน่นอน

 


 

ทิ้งท้ายฉบับนี้ด้วย Decision Record จากทาง AAT ที่ได้กลับคำตัดสินให้ตัวคุณภรรยาและคุณลูกได้กลับมามีสถานะการเป็น PR ตามคุณสามีเป็นปกติ ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างชื่นมื่นค่ะ...สุดท้าย หากใครอยากปรึกษาเกี่ยวกับการทำวีซ่าต่างๆในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าทักษะต่างๆ และวีซ่าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าคู่ครอง วีซ่าพ่อแม่ และวีซ่าลูก ก็สามารถติดต่อเราเข้ามาได้ที่โทร (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักแชทกันมาที่ www.facebook.com/cpsyd ได้เลยนะคะ

 


 

สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ CPSydney office Team

 


 

 

Related Posts