วีซ่าครอบครัวตัวเดิม...

ที่เพิ่มเติมคือต้องมีการยื่น

Sponsorship application ด้วย!!!

การเปลี่ยนแปลงที่ว่าถือเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับคนที่มีแผนว่าจะทำวีซ่าครอบครัว (Family Visa) ชนิดต่างๆกันพอสมควร...แต่ยังไม่ต้องตกใจตื่นตูมกันไปนะคะ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ทันทีแต่อย่างใดค่ะ แค่เป็นการประกาศออกมาล่วงหน้าออกมาก่อน ณ ตอนนี้เท่านั้นเอง

 

วีซ่าครอบครัวตัวเดิม...

ที่เพิ่มเติมคือต้องมีการยื่น

Sponsorship application ด้วย!!!

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับ VisaTalk by CPSydney ประจำปี 2019 กันอีกแล้วนะคะ...หลังจากที่ห่างหายกันไปในฉบับของเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางเราก็ต้องกราบขอประทานอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยที่ไม่ได้นำข่าวการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอิมมิเกรชั่นที่สำคัญมาเล่าให้ฟังกันอย่างทันด่วน พอดีช่วงปลายปีลากยาวมาถึงต้นปีจะค่อนข้างมีความหนาแน่นของเคสกันพอสมควร ทั้งวีซ่านักเรียนที่ส่วนใหญ่ก็มาหมดพร้อมกันในวันที่ 15 มีนาคม รวมถึงวีซ่าอื่นๆที่ทางเราสามารถทำได้ อาทิเช่น วีซ่าครอบครัวประเภทต่างๆ (วีซ่าคู่ครอง วีซ่าติดตามพ่อแม่ หรือติดตามลูก) และวีซ่าทักษะต่างๆทั้งในส่วนของวีซ่านายจ้างสปอนเซอร์หรือการทำ PR ด้วยทักษะของตัวเอง ก็เลยเพิ่งมีโอกาสนำข้อเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ค่ะ

 


 


เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่าถือเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับคนที่มีแผนว่าจะทำวีซ่าครอบครัว (Family Visa) ชนิดต่างๆกันพอสมควร...แต่ยังไม่ต้องตกใจตื่นตูมกันไปนะคะ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ทันทีแต่อย่างใดค่ะ แค่เป็นการประกาศออกมาล่วงหน้าออกมาก่อน ณ ตอนนี้เท่านั้นเอง

 


 

การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับวีซ่าครอบครัวที่ว่านี้ จะครอบคลุมวีซ่าทุกประเภทที่อยู่ในหมวดหมู่นี้เลยนะคะไม่ว่าจะเป็นวีซ่าคู่ครองระหว่างคนที่จดทะเบียนสมรสด้วยกันแล้วและยังไม่ได้จด รวมถึงวีซ่าครอบครัวสำหรับการทำติดตามลูก หรือติดตามพ่อแม่ ก็นับรวมหมดเลยค่ะ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็คือ “จะต้องมีการยื่น Sponsorship application” เพื่อให้ sponsor ได้รับการอนุมัติ หรือ approve ก่อนว่าตัวผู้สปอนเซอร์มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถทำวีซ่าให้คนที่จะมาติดตามได้ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง ญาติพี่น้อง ลูกหลาน หรือพ่อแม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จะคล้ายคลึงกับการทำวีซ่าทำงานที่มีนายจ้างเป็นคนสปอนเซอร์นั่นแหล่ะค่ะที่นายจ้างจะต้องได้รับ sponsorship approval ก่อน เราถึงจะสามารถยื่นวีซ่าทำงาน stream นี้ได้ในขั้นตอนถัดไปค่ะ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เป็นผลพวงมาจากการที่ Migration Amendment (Family Violence and Other Measures) Bill ได้รับมติให้ผ่านพระราชบัญญัติ หรือที่ทางออสเตรเลียเรียกกันว่า Royal Assent ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมาค่ะ ซึ่งอย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้นว่าการเปลี่ยนแปลงตัวนี้ยังไม่มีการประกาศออกมาว่าจะให้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากกฎหมายออสเตรเลีย ถ้าหากไม่มีการประกาศระบุวันที่มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน พระราชบัญญัติที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็จะมีผลบังคับใช้ 6 เดือนนับจากที่ผ่านมติของ Royal Assent ค่ะ เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 มิถุนายน 2019 ที่จะถึงนี้ค่ะ ก็หวังว่าจะไม่มีประกาศด่วนให้มีผลบังคับใช้ทันทีออกมาในภายหลังนะคะ ไม่อย่างนั้นแล้วหล่ะก็บอกได้เลยค่ะว่าสนุกแน่นอน เพราะฉะนั้นหากใครเก็บเอกสารครบ และพร้อมที่จะยื่นวีซ่าแล้ว ทางเราก็แนะนำว่าให้ยื่นเลยเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะในปัจจุบันเราจะยังสามารถยื่นวีซ่าเข้าไปพร้อมๆกับ sponsorship ได้ แต่ถ้ามตินี้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ก็ตามที่แจ้งเลยค่ะว่าจะต้องรอให้ได้ sponsorship approval ก่อน ถึงจะดำเนินการต่อในส่วนของ visa application สำหรับผู้สมัครได้ค่ะ

 


 

อย่าเพิ่งมองว่าทางรัฐบาลออสเตรเลีย หรืออิมมิเกรชั่นเขากีดกันเรา ทำให้มันมากเรื่องแต่อย่างใดค่ะ เพราะสาเหตุที่เขาออกกฎหมายนี้ขึ้นมาก็เพื่อปกป้องผู้สมัครนี่แหล่ะค่ะ...เนื่องจากในหลายๆเคส ผู้สมัครได้ถูกผู้สปอนเซอร์ทำร้ายร่างกาย หรือข่มเหงทางจิตใจ แต่ก็ไม่กล้าไปแจ้งความกับตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กฎหมายฉบับนี้จึงได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าวค่ะ ถ้าหากตัวผู้สปอนเซอร์เคยมีประวัติทางคดีความมาก่อนไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือมีประวัติทางอาชญากรรมต่างๆ อิมมิเกรชั่นก็มีสิทธิ์ที่จะไม่อนุมัติ sponsorship application ให้กับผู้สปอนเซอร์ได้ค่ะ

 


 

และประเภทของวีซ่าที่จะได้รับผลกระทบจากพระราชบัญญัติตัวนี้มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นที่จะเป็นวีซ่าคู่ครอง (Partner Visa) ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีวีซ่าประเภทต่างๆอยู่ในออสเตรเลียอยู่แล้ว และวีซ่ากำลังจะหมด เพราะยังไม่มีใครทราบว่าขั้นตอน sponsorship application จะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะรู้ผล ดังนั้นถ้าวีซ่าที่ถืออยู่หมดลงแล้วยังไม่รู้ว่าจะได้ sponsorship approval หรือไม่ ตัวผู้สมัครก็จะต้องเดินทางออกนอกออสเตรเลีย และยื่น partner visa application หลังจากที่ได้ sponsorship approval แทนค่ะ หรือไม่อย่างนั้นก็จะต้องต่อวีซ่าตัวอื่น เพื่อให้สามารถอยู่ในออสเตรเลียระหว่างที่รอผล sponsorship approval ได้ค่ะ

 


 

ประการสุดท้าย ตามที่ได้แจ้งไปว่าในปัจจุบันผู้สมัครยังสามารถยื่นวีซ่าเข้าไปพร้อมๆกับการทำ sponsorship application ได้อยู่ ซึ่งข้อดีก็คือผู้สมัครจะได้รับ Bridging Visa A ทันทีทำให้สามารถทำงานในออสเตรเลียได้ตามปกติ และยังได้สิทธิ์ Medicare ในระหว่างที่รอผล PR อีกด้วยค่ะ

 


 

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดในตอนนี้สำหรับคนที่ต้องการจะยื่นวีซ่าครอบครัวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีซ่าคู่ครอง เราก็แนะนำว่าให้ยื่นเข้าไปให้เร็วที่สุดค่ะ แต่ไม่ใช่ว่ายื่นเข้าไปสั่วๆทั้งที่ยังมีเอกสารแค่เพียงหยิบมือ อย่างน้อยก็ขอความกรุณาว่าให้มีเอกสารบังคับให้มันครบก่อนก็ยังดีค่ะ...การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายนนี้จะมีผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นอย่านิ่งดูดายปล่อยเวลาให้มันผ่านไปโดยไม่เกิดประโยชน์ หากใครต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการทำวีซ่าคู่ครองก็สามารถนัดเข้ามาพูดคุย ขอคำปรึกษากับทีมงาน Migration agent ของทาง CPSdyney office ได้เลยนะคะ อย่างน้อยจะได้รู้ว่าเราขาดเหลือเอกสารที่ต้องเก็บอีกมากน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปจนถึงนาทีสุดท้ายจนต้องกลับไปยื่น visa application นอกประเทศออสเตรเลียกันเลยค่ะ

 


 

อนึ่ง สำหรับท่านผู้อ่านทั้งหลายที่มีความใฝ่รู้ ใคร่สงสัย และอยากหาอ่านเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ก็สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดของพระราชบัญญัตินี้เพิ่มเติมได้ที่ https://www.legislation.gov.au/Details/C2018A00162 นะคะ

 


 

ก่อนจะจากกันไปในฉบับนี้ ก็อยากจะมีเรื่องเขียนเตือนกันหน่อยค่ะ ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ได้ยินและได้รับการสอบถามมานานแล้ว ก็คือ ในเรื่องของการยื่น Protection Visa ที่เดี๋ยวนี้เหมือนจะฮิตกันเหลือเกินในหมู่คนไทย เข้าใจนะคะว่าบางคนเลือกที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยการเลือกใช้หนทางเพราะจะได้ไม่ต้องไปเรียน ได้ซื้อเวลา ทำงานเก็บตังค์เยอะๆ

 


 

แต่อยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่าทางออสเตรเลียได้กำหนดให้มีวีซ่าตัวนี้เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างของกรณีที่จะสามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้ก็อาทิเช่น สงครามการเมือง หรือการลี้ภัยทางการเมือง ไม่สามารถกลับเข้าประเทศบ้านเกิดของตัวเองได้ ซึ่งประเทศไทยบ้านเรามันยังไม่ได้วิกฤติถึงขั้นนั้นไงคะ เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่พาสปอร์ตไทยของเราจะได้วีซ่าตัวนี้ และก็เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้มันร้ายแรงไปถึงขั้นนั้นจริงๆ อีกทั้งมันยังทำให้ตัวผู้สมัครเองเสียประวัติของการยื่นวีซ่าอีกด้วยค่ะ ใครจะไปรู้ว่าระหว่างที่เราเลือกที่ซื้อเวลาด้วยการทำ protection visa เราอาจจะได้เจอคู่ครอง หรือนายจ้างที่เขาอยากจะสปอนเซอร์ทำวีซ่าให้เราก็ได้ แล้วพอมีประวัติแบบนี้เข้าไป มันก็จะทำให้โอกาสของเราลดลงไปอีกค่ะ แค่ทุกวันนี้ภาพลักษณ์คนไทยโดยรวมในเรื่องของวีซ่าก็ย่ำแย่มากพอแล้วค่ะในมุมมองของอิมมิเกรชั่นออสเตรเลีย

 


 

ท้ายสุดแล้วจริงๆสำหรับฉบับนี้ ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่กำลังจะมาถึงค่ะ ผู้ที่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์จะสามารถไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านได้ 3 ช่องทางดังนี้ค่ะ • ทางไปรษณีย์ • ณ สถานกงสุลใหญ่ ซิดนีย์ ระหว่างวันที่ 4-8 และ 11-15 มีนาคม 2019 ระหว่างเวลา 9.00 น. -17.00 น. • Metro Hotel Marlow Sydney, Thai town ระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2019 ระหว่างเวลา 9.00 น. -17.00 น.

 


 

สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม และวิธีการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรด้วยตัวเองได้ที่ https://www.facebook.com/sydthaiconsulate/posts/1008616042661805 หากเพื่อนๆอยากจะปรึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ และการทำวีซ่านักเรียนก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะแนวทางด้านการเรียนของเราได้ที่ (+61) 2 9267 8522 หรือจะทักแชทกันมาที่ Facebook Page ของ CPSydnye office www.facebook.com/cpsyd ก็ได้นะคะ หรือถ้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำ PR ผ่านทางวีซ่าทักษะต่างๆ และการทำวีซ่าครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าคู่ครอง วีซ่าพ่อแม่ และวีซ่าลูก ก็สามารถโทรเข้ามาเพื่อนัดเวลาเข้ามาพูดคุยกับ Migration agent ของ CPSydnye office ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ข้างบนเช่นกันค่ะ

 


 

สำหรับฉบับนี้ลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

CPSydney office Team

 


 

 

Related Posts