เงินเรื่องใหญ่…

ต้องใส่ใจตั้งแต่เด็ก



คิดแล้วก็แปลกดีนะคะ ทั้งๆที่การเงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต แต่กลับไม่เคยมีใครสอนในโรงเรียน ไม่ได้เฉพาะโรงเรียนที่เมืองไทยเท่านั้นนะคะ แม้แต่โรงเรียนที่นี่ก็เหมือนกัน จากประสบการณ์ทำงานด้านการเงิน (สินเชื่อ) มา 5 ปี ดิฉันรู้สึกได้ว่า คนวัยเราส่วนใหญ่มีความรู้ทางการเงินน้อยมาก

 

เงินเรื่องใหญ่…

ต้องใส่ใจตั้งแต่เด็ก

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

เรื่องของเงิน by Tara Thow

 


 

คิดแล้วก็แปลกดีนะคะ ทั้งๆที่การเงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต แต่กลับไม่เคยมีใครสอนในโรงเรียน ไม่ได้เฉพาะโรงเรียนที่เมืองไทยเท่านั้นนะคะ แม้แต่โรงเรียนที่นี่ก็เหมือนกัน จากประสบการณ์ทำงานด้านการเงิน (สินเชื่อ) มา 5 ปี ดิฉันรู้สึกได้ว่า คนวัยเราส่วนใหญ่มีความรู้ทางการเงินน้อยมาก หลายคนไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่าไหร่ (บางคนหนักกว่านั้นอีก รายได้ตัวเองก็ยังไม่รู้เลย !!!) บางคนก็ไม่อยากทำงานเยอะ ไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวจะต้องจ่ายภาษี (โหยยย.. คิดแบบนี้แล้วชีวิตจะไปไหนได้อ่ะ - -?) แล้วมีเยอะมากๆที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเงิน Super เท่าไหร่?? วงเงินประกันเท่าไหร่?? และลงทุนแบบไหนอยู่??? หนักสุดเลย เพิ่งเจอมาเมื่อเดือนที่แล้ว.... คือลุงแกทำงานจนถึงวัยเกษียณแล้ว แต่ก็ยังเกษียณไม่ได้เพราะไม่มีเงิน Super เลย พอดิฉันถามเพิ่มเติมว่าเป็นไปได้ยังไง ก็ได้ความมาว่าลุงเอาไปลงทุนผิดประเภทก็เลยเป็นแบบนี้แหละ (ตายๆๆๆ ทำไมเรื่องมันเศร้าอย่างนี้ T_T)

 


 

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ... ทุกวันนี้ระบบการศึกษาของเราก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ พ่อแม่แบบเราๆท่านๆไม่สามารถคาดหวังอะไรจากโรงเรียนได้เลย เราจำเป็นที่จะต้องสอนลูกของเราด้วยตัวเอง ส่วนเราจะสอนอะไรเด็กๆได้บ้าง ดิฉันขออ้างอิงจาก guideline ของ Global Money Week – Take Part, Save Smart โดย Mortgage & Finance Association of Australia (MFAA) ตามนี้เลยค่ะ

 


 

1.       เรียนรู้และสามารถแยกแยะระหว่างสิ่งจำเป็นและสิ่งฟุ่มเฟือยได้

 

จริงๆแล้วเส้นกั้นระหว่างสองอย่างนี่มันบางมากๆเลยนะ เสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็น แต่เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เนมเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย.. โทรศัพท์มือถือจัดเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณคงปฎิเสธไม่ได้ แต่การที่ต้องอัพเกรดมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดทุกๆ 6 เดือนนี่ก็จัดเป็นความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยอยู่นะ... ความสามารถในการแยกแยะสิ่งจำเป็นออกจากสิ่งฟุ่มเฟือยนี่จัดเป็นความรู้ทางการเงินพื้นฐานที่เด็กๆควรมีเลยก็ว่าได้ พ่อแม่ไม่ควรที่จะบอกปฏิเสธที่จะซื้อของเล่น (หรือขนม) ให้เด็กๆด้วยประโยคที่ว่า “ไม่ได้” หรือ “แม่ไม่มีเงิน” แต่ควรที่จะอธิบายให้เด็กๆเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่ควรซื้อ ทั้งๆที่ “เราซื้อได้” และ “แม่ก็มีเงิน”

 


 

2.       เข้าใจว่าทำไมเราต้องออมเงิน 

 

เหตุผลหลักๆของการออมเงินน่าจะมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ เผื่อเหตุฉุกเฉินในอนาคต และ เพื่ออะไรบางอย่างที่สำคัญและมีค่ามากกว่าสิ่งฟุ่มเฟือยตรงหน้า... ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก อย่าว่าแต่เด็กๆเลย แม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างเราๆก็ยังอดทนรออะไรนานๆไม่ได้เลย ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราจะต้องประหยัด รัดเข็มขัดซะตึงเปรี๊ยะจนไม่สามารถใช้จ่ายอะไรได้เลย เพียงแต่เราควรที่จะสอนเด็กๆให้ ‘ออมเงิน’ จนเป็นนิสัยไว้ด้วย พ่อแม่ควรจะเปิดโอกาสให้เด็กๆได้ลอง ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ และเมื่อเด็กๆได้รู้ว่าสิ่งที่รอคอยนั้นมัน ‘หอมหวาน’ ขนาดไหน เด็กๆก็จะรักที่ในการ ‘ออมเงิน’ ไปเองโดยอัตโนมัติ

 


 

3.       มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เราไม่สามารถซื้อได้ทันที แต่ต้องมีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า

 

ในโลกของผู้ใหญ่ เรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องอดออมและรอคอยเวลาที่เหมาะสม เช่น รถ บ้าน หรือแม้แต่การจะไปเที่ยวต่างประเทศ คุณพ่อ-คุณแม่สามารถชวนเด็กๆให้ช่วยอดออมและรอคอยไปพร้อมๆกันได้ หรือคุณพ่อ-คุณแม่จะสอนให้เด็กๆรู้จักสร้างเป้าหมายระยะกลางในเรื่องการเงินของตัวเองด้วยก็ได้ เช่น แทนที่จะซื้อของเล่นชิ้นใหญ่ให้เป็นของขวัญวันเกิด (หรือของขวัญคริสมัติ) คุณพ่อ-คุณแม่อาจจะลองให้เงินน้อยๆ หรือให้ค่าแรงเวลาที่เด็กๆช่วยงานบ้าน และสอนวิธีวางแผนทางการเงินเพื่อให้เด็กๆได้ซื้อของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับตัวเอง แบบนี้เด็กๆจะทั้งภูมิใจแล้วก็ได้เรียนรู้จักวางแผนการเงินของตัวเองไปด้วย (ส่วนคุณพ่อ-คุณแม่... ยังไงก็ต้องซื้อให้อยู่แล้วเนอะ 555)

 


 

4.    เด็กๆจะสามารถประหยัดเงิน (หรือช่วยพ่อแม่ประหยัดเงิน) ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

 

จริงๆแล้วเด็กๆเค้าฉลาดมากเลยนะคะ ถ้าเราได้เปิดโอกาสให้เค้าได้เข้าใจและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินของครอบครัว ทุกครั้งที่คุณพ่อ-คุณแม่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเงิน เราสามารถที่จะเล่าให้เด็กๆฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสั่งพิซ่าในราคาโปรโมชั่น การรอให้ร้านค้าลดราคา การเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากหลายๆร้าน รวมถึงการซื้อของออนไลน์ที่มักจะราคาถูกกว่าของในห้าง เมื่อเค้าเห็นบ่อยๆ ต่อไปเค้าก็จะทำเป็นนิสัย.. และเค้าเข้าใจถึงเหตุผลของคุณพ่อ-คุณแม่แล้ว เด็กๆจะยิ่งให้ความร่วมมือ และบ่อยครั้งก็สามารถคิดวิธีที่จะช่วยพ่อแม่ประหยัดเงินอย่างสร้างสรรค์ได้อีกด้วย

 


 

5. เด็กๆจะสามารถหาเงินเพิ่ม (หรือช่วยพ่อแม่หาเงินเพิ่ม) ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

 

เด็กสมัยนี้โชคดีกว่าสมัยคุณกับดิฉันมากก... เพราะมีช่องทางการหาเงินได้เยอะแยะไปหมด อย่าง Ryann’s Toy Review ที่แกะของเล่นจนดังและรวยไปเลย ยังมีวัยรุ่นอีกหลายคนที่เล่นเกมส์ (game casting) จนดังและรวยไปเหมือนกัน... เนสตี้ สไปร์ทซี่ นี่อะเมซิ่งมากก กระเทยไทยวัย 12 ปีสอนแต่งหน้าในเนตจนซื้อรถ ซื้อบ้านให้พ่อได้แล้ว... เร็วๆนี้ดิฉันเพิ่งได้ฟังสัมนาของ Jack Bloomfield เด็กน้อยจากบริสเบ้นคนนึงที่เริ่มธุรกิจ e-card ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แล้วก็พัฒนามาเป็นเวบ e-commerce จนกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่อายุ 16 ปี!!! แล้วก็ยังมีน้อง Jessica จากเพจ “Practice English with Thai-English Girl ฝึกพูดอังกฤษกับลูกครึ่งไทย-อังกฤษ” ที่กลายมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและมีรายได้ตั้งแต่ 10 ขวบ (โห!! 10 ขวบนี่ดิฉันยังเล่มหมากเก็บอยู่เลย 555) นอกจากงานงานไฮเท็ค-ไฮโซแบบนี้แล้ว ก็ยังมีกิจกรรมง่ายๆที่เด็กๆสามารถทำเพื่อหารายได้เสริมได้อีก เช่น เก็บขวดรีไซเคิลไปขาย ขายของเล่นหรือเสือผ้ามือสอง เปิดท้ายขายของ ปลูกผักสวนครัวขาย รับจ้างเพ้นท์หน้า หรือขายงานศิลปะ หรือแม้กระทั่งการช่วยพ่อ-แม่ (ปู่ ย่า ตา ยาย) ทำงานบ้านแบบง่ายๆ ยิ่งเด็กๆได้มีโอกาสหาเงินด้วยตัวเองแล้ว พวกเค้าจะยิ่งเข้าใจเรื่องของเงิน และสามารถบริหารได้ดีมากขึ้น

 


 

คุณพ่อ-คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กๆโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะได้เรียนรู้เรื่องการเงินด้วยตัวเอง แต่เราสามารถสอนเค้าได้ตั้งแต่ยังเล็กๆเลยค่ะ ทักษะการใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญมากก.. สำคัญกว่าวิธีหาเงินที่โรงเรียนกำลังสอนอีก... ดิฉันหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อ-คุณแม่บ้างนะคะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ  

 


 

 

Related Posts