ค่าครองชีพออสซี่พุ่งพรวด

เรื่องจริงอันเจ็บปวด...ที่ต้องเผชิญ


ในปัจจุบันค่าครองชีพของครัวเรือนในซิดนีย์วิ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มเร่งขึ้น ครัวเรือนในหลายๆ ระดับ อาจกำลังรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น มีจำนวนครัวเรือนที่กังวลต่อประเด็นเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น โดยจากหลายผลสำรวจความคิดเห็นที่ผ่านมาพบว่า หลายครอบครัวมีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และสังสรรค์ในช่วงเทศกาล ขณะที่บางครัวเรือนประเมินว่า จะมีรายจ่ายสำหรับค่าบริการสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ-ค่าไฟ) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินที่ครัวเรือนต้องจ่ายออกไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

 

ค่าครองชีพออสซี่พุ่งพรวด

เรื่องจริงอันเจ็บปวด...ที่ต้องเผชิญ

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

Cover Story

 


 

ในปัจจุบันค่าครองชีพของครัวเรือนในซิดนีย์วิ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มเร่งขึ้น ครัวเรือนในหลายๆ ระดับ อาจกำลังรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ขยับเพิ่มสูงขึ้น มีจำนวนครัวเรือนที่กังวลต่อประเด็นเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น โดยจากหลายผลสำรวจความคิดเห็นที่ผ่านมาพบว่า หลายครอบครัวมีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และสังสรรค์ในช่วงเทศกาล ขณะที่บางครัวเรือนประเมินว่า จะมีรายจ่ายสำหรับค่าบริการสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ-ค่าไฟ) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินที่ครัวเรือนต้องจ่ายออกไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

 


 

แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจจะเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือน แต่ด้วยสถานการณ์ของรายได้ครัวเรือนที่ยังไม่แน่นอน ก็มีผลทำให้การตัดสินใจใช้จ่ายของหลายครัวเรือนน่าจะยังคงเป็นไปอย่างรัดกุม ซึ่งสะท้อนว่า กำลังซื้อของครัวเรือนยังน่าจะมีสัญญาณที่ค่อนข้างอ่อนแอ โดยในปี 2019 มีผู้คนมากมายเผชิญปัญหาความยากลำบากของค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในซิดนีย์ โดยมีหลายบทความที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้คน หลายคนมีความต้องการขอปรับเพิ่มค่าแรงเพื่อให้ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 


 

บทความเกี่ยวกับการต่อสู้ชีวิตด้วยเงิน $ 550 ต่อสัปดาห์ของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในสภาวะค่าครองชีพสูงแสดงให้เห็นถึงสภาวะความยากลำบากของหญิงชาวออสเตรเลียที่มีอายุไม่ถึง 50 ปี ที่แสดงความกังวลอย่างมากต่อสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อเธอและครอบครัว โดยพ่อกับแม่ของเธอซึ่งเป็นผู้สูงอายุก็เผชิญสภาวการณ์เดียวกัน โดยพวกเขาได้รับเงินเพนชั่นสำหรับการดำรงชีพและยังไม่สามารถหาบ้านพักคนชราเพื่อเข้าไปอยู่ได้ ด้วยเหตุผลเดียวนั่นคือ ปัญหาทางด้านการเงิน

 


 

บทความนี้เขียนโดยนาย Frank Chung เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2019 โดยบทความได้เล่าเรื่องของแม่ชาวซิดนีย์ที่ต้องจ่ายเงินเกือบสองในสามของรายได้ไปกับค่าเช่าบ้าน ซึ่งเธอมองว่าค่าแรงและเงินเพนชั่นควรมีการปรับเพิ่มขึ้นเพื่อให้ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 


 

Natalie Jasco คุณแม่อายุ 43 ปีที่อาศัยอยู่ในเมือง Cremorne ทางตอนเหนือของซิดนีย์ได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับผู้มีบุตรและทำงานเป็นเลขานุการในระหว่างการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรธุรกิจ โดย Ms Jasco ต้องจ่ายค่าเช่า $ 320 ต่อสัปดาห์โดยเธอได้รับเงินเพนชั่น $ 1100 นอกจากนี้เธอยังต้องจ่ายเงิน $ 54 ต่อสัปดาห์สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลที่เธอยืมมาเพื่อจ่ายค่าอุปกรณ์การเรียนของลูกสาวของเธอ หลังอาหารค่าเล่าเรียนและค่าไฟฟ้าเธอไม่มีเงินเหลือเพื่อการออม ค่าเช่า ใบเสร็จ ค่าอาหาร ทุกอย่างเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เธอไม่มีเงินออมเลยและเธอก็พยายามช่วยพ่อแม่ของเธอด้วย พวกเขาไม่สามารถเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราได้

 


 

สิ่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการการทำงานที่เป็นธรรมได้เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 21.60 เหรียญต่อสัปดาห์ หลายคนอธิบายว่าการเพิ่มขึ้น 3% ลดลงจากการเพิ่มขึ้น 3.5% ในปีที่แล้วและมองว่าการเพิ่มขึ้นในปีนี้ว่า“ ไม่เพียงพอ”โดยสหภาพออสเตรเลียผลักดันให้มีการเพิ่มขึ้นค่าแรง 6% ซึ่งจะเท่ากับการเพิ่มขึ้น $ 43 ต่อสัปดาห์ในขณะที่กลุ่มธุรกิจต้องการให้เพิ่มค่าแรงขึ้นเพียง 2% หรือ 14.40 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ค่าแรงจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพไม่เพียงแต่จากภาคเอกชน แต่ต้องเพิ่มเงินบำนาญด้วย หลายคนที่กำลังดิ้นรน แต่หลายคนไม่คิดว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับรัฐบาลนี้

 


 

ความกังวลใหญ่ของเธอในขณะนี้คือการที่เงินเพนชั่นของเธอจะลดลงเมื่อลูกสาวของเธออายุแปดขวบซึ่งหมายความว่าเธอจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนในตอนนี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับพ่อแม่ของเธอ นั่นคือเหตุผลที่เธอต้องเรียนหนังสือเพิ่มเพื่อให้มีคุณวุฒิมากขึ้นเพื่อที่เธอจะได้สามารถทำงานเต็มเวลาได้ Jasco เป็นหนึ่งในเกือบเก้าใน 10 คนของออสเตรเลียที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปีที่กล่าวว่าพวกเขากังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

 


 

การสำรวจความคิดเห็นของผู้คนเกือบ 5,000 คนซึ่งดำเนินการโดย CoreData ในเดือนเมษายน 2019 ขอให้ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนว่า “กังวล” เกี่ยวกับครอบครัว การเงิน งาน การศึกษา สุขภาพเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อม การสำรวจพบว่าราคาพลังงานและเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น การเติบโตของค่าจ้างลดลง ความไม่มั่นคงของงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

 


 

ผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนกล่าวว่า เป้าหมายการออมระยะยาว เช่น การเป็นเจ้าของบ้าน การวางแผนครอบครัว การลงทุนในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหรือการเก็บออมเพื่อการเกษียณ ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม พวกเขาไม่สามารถเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสถานะปัจจุบันได้

 


 

โฆษกของ Travis Hall มองว่า สิ่งที่ค้นพบจากดัชนีคือความกังวลที่หลายคนมีมีความสัมพันธ์กับการจัดการค่าครองชีพในแต่ละวันเมื่อเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถของผู้คนในการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างเพียงพอ

 


 

นี่เป็นความเสี่ยงที่แท้จริงสำหรับครอบครัวทั่วประเทศและอาจมีผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการวางแผนในระยะยาว เช่น การวางแผนครอบครัวหรือจ่ายเงินในระดับหนึ่ง ดร. Yashar Tarverdi นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย Curtin กล่าวว่า เศรษฐศาสตร์จะมีผลกระทบหลายมิติต่อครัวเรือนได้และในที่สุดจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพวกเขาเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา (ข้อมูลอ้างอิง https://www.news.com.au/finance/money/costs/wages-need-to-increase-single-mums-550aweek-struggle-as-cost-of-living-rises/news-story/752cb376613a3102b14893f599be51a)

 


 

หากมีความพยายามที่จะอธิบายถึงภาวะเงินเฟ้อด้วยวิธีที่ไม่ใช่เทคนิค นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มักบอกว่าเป็น "การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ" แต่นี่เป็นข้อผิดพลาดที่พิสูจน์ได้ ก็อาจเป็นความจริงที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีการเปิดเผยในเดือนกรกฎาคมเป็นความพยายามอย่างดีที่สุดของสำนักสถิติออสเตรเลียในการวัดราคาต้นทุนสินค้าและบริการที่ผู้คนบริโภค แต่มีปัญหาอยู่สองสามประการที่เกี่ยวกับมาตรการที่หมายความว่าอาจไม่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่คุณรู้สึกว่าคุณใช้จ่ายไปหรือจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋าเงินของคุณหลังจากที่จ่ายค่าครองชีพไป

 


 

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือดัชนีราคาผู้บริโภคไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีอยู่แล้ว – นี่เป็นเพียงการวัดการเปลี่ยนแปลงราคาค่าใช้จ่ายของบ้านที่สร้างขึ้นใหม่

 


 

ที่อยู่อาศัยไม่รวมอยู่ในค่าครองชีพ

 


 

การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นการซื้อที่ใหญ่ที่สุดที่คนส่วนใหญ่ทำในช่วงชีวิตของพวกเขา แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่รวมอยู่ในมาตรการอย่างเป็นทางการของค่าครองชีพ

 


 

การทำเช่นนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคโดยทั่วไปไม่รวมผลกระทบของเงินเฟ้อของราคาที่ดินในเรื่องค่าครองชีพและนี่เป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ในประเทศที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นที่ดินที่อยู่ในทำเลที่ดีก็จะกลายเป็นสิ่งหายากและโดยทั่วไปมักจะมีราคาแพงขึ้น

 


 

สิ่งที่คนอยากได้จะมีราคาถูกลงในขณะที่สิ่งที่มีจำเป็นจะมีราคาแพงขึ้น

 


 

แต่มีผลอีกอย่างหนึ่งที่ผลักดันดัชนีราคาผู้บริโภคให้ลดลงที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่หลายครัวเรือนจะพิจารณาค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของพวกเขา นั่นเป็นแนวโน้มสำหรับสินค้าและบริการที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่มีความจำเป็นจะมีราคาสูงเพิ่มขึ้นอย่างเร็วมากกว่าสินค้าที่ต้องตัดสินใจเลือกในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา มันเป็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างสิ่งที่ครัวเรือนอยากได้และสิ่งที่ครัวเรือนจำเป็นต้องซื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน Fidelity นาย Anthony Doyle กล่าวกับ RN Breakfas

 

สินค้าที่จำเป็นมีราคาแพงกว่าสินค้าที่อยากได้

 

ข้อมูลกราฟฟิก: ต้นทุนสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นมีราคาเพิ่มสูงขึ้น (ข่าวเอบีซี: อลิสแตร์ Kroie)

 


 

การวิเคราะห์ข้อมูลของ Fidelity ของ ABS แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่การศึกษาระดับมัธยมและการรักษาพยาบาลมีราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา ราคาเสื้อผ้า รถยนต์และเกมได้ลดลงในขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ทีวีและคอมพิวเตอร์มีราคาถูกกว่า 90%

 


 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งช่วยให้การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากเปลี่ยนไปผลิตยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา หรือในขณะที่มีการตัดภาษีหรือมีการยกเลิกภาษีในสินค้านำเข้าส่วนใหญ่

 


 

ด้านล่างเป็นข้อมูลราคาสินค้าและบริการในซิดนีย์ในปี 2019

 

 


 

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นสำหรับเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกโดย Moving Price Index ซึ่ งเมืองซิดนีย์อยู่ในอันดับที่ 11 ของเมืองที่มีคาครองชีพแพงที่สุดในโลก เมลเบิร์นอยู่อันดับที่ 29

 


 

ซิดนีย์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่แพงที่สุดในโลก

 


 

ใครก็ตามที่คิดจะย้ายไปซิดนีย์จากพื้นที่ชนบท จะรู้ว่าการปักหลักในเมืองขนาดใหญ่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์มีราคาแพงมาก ตอนนี้การศึกษาใหม่ยืนยันว่าการใช้ชีวิตบนชายฝั่งอันเขียวชอุ่มในซิดนีย์มีราคาแพงมากเพียงใดสำรหับผู้ที่เพิ่งย้ายไปอาศัยอยู่

 


 

ดัชนี Moving Price Index ในปี 2019 แสดงให้เห็นว่า ซิดนีย์อยู่ในอันดับที่ 11 ของเมืองที่แพงที่สุดในโลกที่จะอพยพไปตั้งถิ่นฐานสำหรับทั้งคนโสดและครอบครัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการเคลื่อนย้ายรวมถึงค่าธรรมเนียมวีซ่า ราคาค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นการจัดเก็บ ค่าครองชีพในช่วงสามเดือนแรก เช่น ค่าขนส่งค่าสินค้าและค่าโทรคมนาคมก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน สำหรับคนโสดการย้ายมาอยู่ซิดนีย์มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการย้ายไปลอนดอนและปารีสในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการย้ายไปซิดนีย์สำหรับครอบครัวสูงกว่าในลอสแองเจลิส ในขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่นค่าขนส่งค่าอาหารและเครื่องดื่มนั้นไม่แพงเมื่อเทียบกับเมืองอื่น

 


 

เป้าหมายของการวิจัยของบริษัท Movinga คือการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนการตั้งถิ่นฐานที่เกี่ยวข้องกับการปักหลักใน 85 เมืองที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก โดยซิดนีย์ถูกรวมอยู่บนพื้นฐานของการประเทศที่น่าอยู่และดึงดูดชาวต่างชาติและประชาชนจากรัฐอื่น ๆ เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกการศึกษาโอกาสในการทำงานและวัฒนธรรม

 


 

 

Related Posts