จะเอาอย่างไรดี

เมื่อ Covid-19

ทำชีวิตผิดแผน








เมื่อความพยายามจากหลายประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส นี่คือความหมายของ coronavirus สำหรับแผนการเดินทางของคุณ การเซ็นเซอร์และมาตรการกักกันยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจในพรรคคอมมิวนิสต์ของจินผิง ผู้นำจีนจะรอดพ้นจากการทดสอบของ coronavirus หรือไม่

 

จะเอาอย่างไรดี

เมื่อ Covid-19

ทำชีวิตผิดแผน

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

Cover Story

 


 

เมื่อความพยายามจากหลายประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส นี่คือความหมายของ coronavirus สำหรับแผนการเดินทางของคุณ การเซ็นเซอร์และมาตรการกักกันยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจในพรรคคอมมิวนิสต์ของจินผิง ผู้นำจีนจะรอดพ้นจากการทดสอบของ coronavirus หรือไม่

 

ออสเตรเลียเองก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน แม้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสยังไม่สูงขนาดระดับต้นๆ ของโลก แต่แนวโน้มของผู้ติดเชื้อก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยขณะที่รายงานนี้ (9 มี.ค.2563) มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และมีผู้ติดเชื้อที่กำลังทำการรักษา 80 รายแล้ว (ล่าสุดตรวจพบ 40 รายใน New South Wales 12 รายใน Queensland 6 รายใน South Australia 2 รายใน Tasmania 8 รายใน Victoria 2 รายใน Western Australia และ 10 รายที่ตรวจพบจากเรือ Diamond Princess cruise) และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นๆ อีกแน่นอน รวมทั้งเริ่มตรวจพบผู้ติดเชื้อฯ ในโรงเรียนในเขตนิวเซาท์เวลส์แล้วหลายราย

 

ความพยายามในการป้องกันการแพร่กระจายของ coronavirus ที่มีอยู่ทั่วโลกทำให้นักเดินทางมีความสงสัยว่าพวกเขาควรยกเลิกหรือเลื่อนแผนการเดินทางที่ค้างอยู่ออกไปและหากพวกเขาเลือกที่จะออกเดินทาง

 

การระบาดของไวรัสที่เริ่มขึ้นในประเทศจีนเมื่อสองเดือนที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อมากกว่า 80,000 คนทั่วโลกและมีผู้เสียชีวิตกว่า 2700 ราย โดยมีผู้ป่วยยืนยันใน 45 ประเทศอย่างน้อยที่สุด นักเดินทางถูกบังคับให้หยุดเที่ยวบิน ห้ามการเดินทาง การปิดประเทศ ถ้าคุณกำลังจะไปต่างประเทศ - หรือวางแผนการเดินทาง - นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้

 


 

ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่ใด

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้อ coronavirus คือผู้ที่อยู่ในประเทศจีนหรือผู้ที่เคยเดินทางไปที่นั่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศและการค้า (DFAT) ได้ออกคำเตือนการเดินทางสำหรับประเทศที่กำลังติดไวรัส มีเพียงประเทศเดียวที่มีคำเตือน "ไม่เดินทาง" ประเทศอื่น ๆ รวมถึงอิตาลีและญี่ปุ่นได้รับการออกคำเตือนจาก DFAT "ระดับสอง" โดยบอกให้นักท่องเที่ยว "ใช้ความระมัดระวังในระดับสูง"

 


 

เกิดอะไรขึ้นกับสายการบิน

 

สายการบินกำลังลดกำหนดการเที่ยวบินเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเที่ยวบินในภูมิภาคเอเชีย นักเดินทางได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนแปลงเวลาการเดินทางมาและเวลาออกเดินทางรวมถึงความล่าช้าใด ๆ ที่เกิดจากการตรวจไวรัสในสนามบิน ตรวจสอบว่าเที่ยวบินของพวกเขายังคงออกเดินทางตามกำหนด การเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่คุณอาจเผชิญหากคุณกำลังบินกับแควนตัส, เจ็ทสตาร์, เวอร์จินหรือไทเกอร์แอร์:

 


• แควนตัสและเจ็ทสตาร์ลดเที่ยวบินไปจีน ฮ่องกงและสิงคโปร์ เส้นทางซิดนีย์สู่เซี่ยงไฮ้และเส้นทางซิดนีย์สู่ปักกิ่งถูกระงับชั่วคราวจนถึงวันที่ 29 มีนาคม
• เที่ยวบินเจ็ทสตาร์ออสเตรเลียไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ถูกระงับ สายการบินในสิงคโปร์ญี่ปุ่นและเวียดนามระงับเที่ยวบินไปยังประเทศจีนและลดเที่ยวบินข้ามภูมิภาค
• เวอร์จิ้นได้ลดเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทางบางแห่ง ทั้ง เวอร์จินหรือไทเกอร์แอร์หยุดเที่ยวบินไปฮ่องกง ตารางเที่ยวบินภายในออสเตรเลียก็ถูกลดทอนลง ดังนั้นผู้ที่เดินทางภายในประเทศอาจถูกย้ายไปยังเที่ยวบินต่อไป

 


 

แผนที่การติดตามแสดงการแพร่กระจายของ coronavirus ในช่วงเจ็ดวัน รูปภาพ::Supplied

 


 

จะใช้มาตรการป้องกันอย่างไรบ้างก่อนเดินทาง

 

หากคุณกำลังเดินทางกับเด็กเล็กหรือทารกหรือหากคุณกำลังตั้งครรภ์คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ คุณควรไปพบแพทย์หากคุณมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอคุณควรตรวจสอบกับสายการบิน บริษัท ตัวแทนท่องเที่ยว สายการล่องเรือและ บริษัท ประกันภัยการเดินทางเพื่อตรวจสอบตัวเลือกของคุณว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างและตรวจสอบกับประกันของคุณ บริษัท เพื่อดูว่าคุณได้รับความคุ้มครอง

 


 

เมื่อใดจึงควรจองการเดินทางไปต่างประเทศ

 

คาดว่าการระบาดของไวรัสจะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะควบคุมได้หมดหรือจนกว่าจะค้นพบยาที่รักษาหรือวัคซีนที่จะป้องกันได้ ดังนั้นหากคุณจองเที่ยวบินสำหรับในภายหลังในปีคุณต้องพิจารณาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในขณะนี้และต่อจากนี้ไป มีหลายประเทศที่มีการรายงานการระบาดของโรคตลอดเวลา ทำให้ยากที่จะแยกแยะเมื่อคุณควรเดินทางไปต่างประเทศหากคุณได้จองการเดินทางไปแล้วโปรดเก็บหมายเลขโทรศัพท์ของธนาคาร บริษัท ประกันภัยสายการบินตัวแทนการท่องเที่ยวและผู้ให้บริการที่พักให้สะดวกเพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบการจองได้

 


 

ผู้โดยสารเดินทางผ่านสนามบินนานาชาติ Guarulhos ใน Guarulhos, Sao Paulo, Brazil เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์รูปภาพ: Nelson Almeida / AFPSource: AFP

 


 

เกิดอะไรขึ้นถ้ายกเลิกการเดินทาง

 

นักเดินทางต้องระวังว่า บริษัท ประกันภัยของพวกเขาไม่น่าจะให้ความคุ้มครองหากวันหยุดของพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโรคระบาด นางสาว Natali Ball ผู้อำนวยการฝ่ายเปรียบเทียบประกันภัยการเดินทางบอกกับ news.com.au

 

ในกรณีส่วนใหญ่การประกันการเดินทางไม่ครอบคลุมถึงความกลัวหรือการเปลี่ยนใจ” นางสาว Ball กล่าว “ เช่นกันผู้ประกันตนจำนวนมากไม่รวมความคุ้มครองสำหรับการระบาดใหญ่และโรคระบาด

 

“ นโยบายประกันการเดินทางแตกต่างกันไป ดังนั้นคุณอาจมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยหากรัฐบาลออสเตรเลีย DFAT ได้ออกคำเตือนระดับสี่ "ห้ามเดินทาง" ในการเดินทางไปประเทศที่คุณกำลังจะไป ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับ บริษัท ประกันที่คุณซื้อกรมธรรม์ด้วยและเมื่อคุณซื้อประกัน ลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะยื่นขอการตรวจสอบอย่างเป็นทางการซึ่งจะได้รับการประเมินเป็นกรณีไป

 

เนื่องจาก DFAT ได้ให้คำแนะนำไม่ให้เดินทางไปยังประเทศจีนและบางส่วนของเกาหลีใต้เท่านั้น หากคุณยกเลิกการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ คุณไม่น่าจะได้รับความคุ้มครองหรือได้รับเงินคืนจากผู้ให้บริการของคุณ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อ คุณอาจมีสิทธิ์เรียกร้องค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้หากรัฐบาลได้อัปเกรดคำแนะนำการเดินทางหลังจากที่คุณซื้อกรมธรรม์ประกันการเดินทางของคุณ Ms Ball กล่าว

 

เธอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดต่อตัวแทนหรือผู้ให้บริการของพวกเขาหากพวกเขาต้องการเปลี่ยนการเดินทางของพวกเขาและเพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนาต่อไป

 


 

เจ้าหน้าที่สุขภาพตรวจอุณหภูมิของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากมิลาน แบร์กา ไปยังสนามบินนานาชาติคราคูฟเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่เมืองคราคูฟประเทศโปแลนด์ รูปภาพ: Omar Marques

 


 

ควรเดินทางผ่านฮับปลายทางในเอเชียได้หรือไม่

 

กฎสำหรับการออกนอกประเทศ การเข้าและการขนส่งผ่านสนามบินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางผ่านสนามบินสิงคโปร์และฮ่องกงได้เช่นกัน คาดว่าจะได้รับการคัดเลือกสำหรับ coronavirus และเตรียมพร้อมสำหรับการถูกกักกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณมาจากไหน

 

DFAT ได้เตือนว่าสนามบินหรือ บริษัท ขนส่งทุกแห่งไม่ได้ใช้นโยบายของพวกเขาใน coronavirus อย่างสม่ำเสมอ

 

 

สนามบินฮ่องกงผู้โดยสารขาออกทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบอุณหภูมิซึ่งอาจหมายถึงความล่าช้าในการเดินทางสู่เที่ยวบินถัดไปของคุณ หากคุณเดินทางผ่านจีนแผ่นดินใหญ่คุณจะถูกกักกันเป็นเวลาสองสัปดาห์และหากคุณเดินทางมาจากเกาหลีคุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ฮ่องกง สำหรับสิงคโปร์คุณจะต้องได้รับการตรวจสอบอุณหภูมิร่างกาย เมื่อมาถึงที่สนามบินชางงีหรือเซเลตาร์

 

ในมาเลเซียนักท่องเที่ยวจะถูกบอกให้สวมหน้ากากตลอดเวลาและทุกคนที่มีอาการไอหรือมีไข้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อเดินทางมาถึง

 


 

มียาต้านไวรัสชนิดนี้รึยัง?

 

สำหรับหนทางรักษา ไวรัสโควิด-19 ถึงขณะนี้ทางประเทศจีนได้อนุมัติให้ยา Favilavir เป็นยาต้านไวรัสโควิด-19 ตัวแรกอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่ายา Favilavir จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศจีนได้อย่างมากหลังจากที่ได้มีการลองใช้ยา Favilavir ทดลองรักษาผู้ป่วยกว่า 70 ราย

อีกด้านหนึ่งทางองค์การอนามัยโลกที่ได้รับอนุมัติการทดสอบการใช้ยากลุ่มที่ต้านเชื้อ HIV และอีโบล่าควบคู่ไปด้วยกันเพื่อรักษาไวรัสชนิดนี้ โดยตัวยาต้านไวรัส HIV มีชื่อว่า Kaletra ส่วนยาต้านไวรัสอีโบล่าจะใช้ตัวยา Remdesivir ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการทดลองใช้ยาในอีกไม่นาน

 


 

หากเดินทางไปประเทศหนึ่งที่มีความเสี่ยง

ต่อ COVID-19 คุณควรทำอย่างไรดี?

 

ความเสี่ยงในการได้รับ COVID-19 นั้นสูงที่สุดสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านจีนแผ่นดินใหญ่ อิหร่าน เกาหลีใต้ หรือ อิตาลี อย่างไรก็ตามคนที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงของ COVID-19 ที่ระบุไว้ด้านล่างก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการสัมผัสกับ COVID-19 เช่นกัน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย และ กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์

 

หากคุณเดินทาง (รวมถึงการเดินทางผ่าน) ผ่านประเทศใด ๆ ข้างต้นในช่วง 14 วันที่ผ่านมา คุณควรตรวจสอบอาการของตนเอง โดยคุณควรจะกักตัวและอยู่ห่างจากสังคมอย่างน้อย 14 วัน โดยควรจะต้องปฏิบัติตัวดังนี้
• พยายามรักษาระยะห่าง 1.5 เมตรระหว่างตัวคุณกับคนอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น เมื่อคุณออกไปข้างนอกในที่สาธารณะ
• หลีกเลี่ยงฝูงชนและการรวมตัวกันและรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากคนอื่น
• หลีกเลี่ยงการชุมนุมเล็ก ๆ ในพื้นที่ปิด เช่น กาสังสรรค์ในครอบครัว
• หลีกเลี่ยงการจับมือกอดหรือจูบผู้อื่น สำหรับคนไทยแล้วถือว่าโชคดีที่การทักทายนั้นใช้การไหว้ ซึ่งไม่ต้องสัมผัสตัวกัน เป็นการหลีกเลียงการติดเชื้อจากผู้อื่น
• หลีกเลี่ยงการไปเยี่ยมผู้ที่มีความเสี่ยงเช่นผู้ที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุหรือโรงพยาบาลเด็กแรกเกิด หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือการรักษาทางการแพทย์

 


 

ผู้เดินทางกลับที่ใช้มาตรการอยู่ห่างจากสังคมชั่วคราวนี้ ต้องรักษาสุขอนามัยของมือโดยการทำความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ ล้างมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาทีด้วยสบู่และน้ำหรือใช้มือถูแอลกอฮอล์ คุณควรล้างมือ:


• ก่อนเข้าพื้นที่ที่บุคคลอื่นใช้
• หลังจากใช้ห้องน้ำ
• หลังจากไอหรือจาม
• ก่อนเตรียมอาหารหรือกิน
• ฝึกมารยาทที่ดี (เก็บให้ห่างจากคนอื่น ๆ ปิดปากไอและจามด้วยทิชชู่หรือเสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง)

 

หากคุณรู้สึกว่าป่วยและอาการที่ใกล้เคียงกับผู้ที่ติดเชื้อโคโรน่าไวรัส คุณต้องแยกตัวเองออกทันทีและไปพบแพทย์ โปรดโทรหาแพทย์ของคุณหรือแผนกฉุกเฉินในท้องที่ของคุณหรือ Healthdirect ที่หมายเลข 1800 022 222 บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าคุณเคยไปเที่ยวที่ไหนมา

 

สิ่งสำคัญหากคุณมีอาการคุณไม่ควรไปทำงานโรงเรียน / มหาวิทยาลัย / ศูนย์ดูแลเด็กเล็กโรงยิมหรือพื้นที่สาธารณะและคุณไม่ควรใช้บริการขนส่งสาธารณะ รถแท็กซี่หรือบริการแชร์รถ หากคุณต้องการพบแพทย์ควรสวมหน้ากากอนามัย

 


 

กรณีศึกษาจากจีน สรุปโดยผู้เชี่ยวชาญจาก WHO

ใครเสี่ยงบ้าง? อาการแบบไหน? ที่ติดเชื้อ “โคโรน่าไวรัส”

 

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เผยแพร่ผลสรุปการสืบสวน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีน หลังจากทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน ที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) ส่งเข้าไปสืบสวนสถานการณ์ในจีน โดยทาง ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. เป็นผู้แปล (อ่านข้อมูลต้นฉบับได้ในลิงค์ที่แนบไว้ท้ายบทความ) สรุปสถานการณ์ได้ว่า



• กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก

• ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ (จากทั้งหมด 2,055 คน) ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค

• ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง

• ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับราย

• ที่ป่วยไม่มาก

• จำนวนผู้ป่วยและช่วงเวลาที่ใช้รักษาเป็นภาระหนักเกินกว่าระบบที่อู่ฮั่นรองรับได้ จังหวัดหูเป่ย เมืองหลวงมณฑลอู่ฮั่นมีผู้ป่วยราว 65,596 คน (ข้อมูลวันที่ 2 มี.ค. 2563)

• มีการส่งคนไปช่วยรับมือที่หูเป่ยราว 40,000 คน ในอู่ฮั่นมีโรงพยาบาล 45 แห่งที่ใช้รองรับผู้ป่วย โดย 6 แห่งรองรับผู้ป่วยขั้นวิกฤติ และอีก 39 แห่งรองรับผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี

• มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 2,600 เตียงอย่างรวดเร็ว

• ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ

• ขณะนี้ จีนผลิตชุดตรวจโรคโคโรนาไวรัสใหม่นี้ ราว 6 ล้านชุด/สัปดาห์ โดยรู้ผลการตรวจได้ในวันเดียว ใครที่มีไข้และไปพบแพทย์ จะได้รับการตรวจเบื้องต้นด้วยชุดตรวจนี้ ในเมืองกวางตุ้งที่ห่างจากอู่ฮั่น ได้ทดสอบกับคนไปแล้วรวม 320,000 คน และมี 0.14% ที่ตรวจแล้วพบไวรัส

• คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา

• อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)

• อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล

• จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%

• อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค

• ตัวเลขการเสียชีวิตนับจนถึงวันที่ 17 ก.พ. ทุกรายสะท้อนผลระบบสุขภาพที่ใช้รับมือของจีน ซึ่งจะต่างออกไปเป็นอย่างมากในอนาคต สำหรับที่อื่นๆ

• ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว

• วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก

• จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้

• สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็ง

• คนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 1.4%

• อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า

 


 

คำอธิบายตาราง:

 


• จากคนที่อาศัยในจีน, มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%


• เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต


• โรคนี้รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น


• เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ


• มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์


• ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน


• ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน


• นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน


• รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”


• ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว


• หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

 


 

บทสรุปจากรายงานฉบับนี้

 

“จีนได้มอบบทเรียนสำคัญในการรับมือระดับโลก”

 

“ความพยายามอย่างหนักของจีน ที่จะควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคชนิดใหม่ในระบบทางเดินหายใจนี้ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการยกระดับความรุนแรงและอันตรายของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้ เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จีนได้ลงมือลงแรงความพยายามในการควบคุมโรคอย่างทะเยอทะยานที่สุด รวดเร็วที่สุด และเข้มข้นที่สุด จีนไม่ประนีประนอมใดๆ และใช้มาตรการนอกเหนือจากทงเภสัชวิทยา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่หลายอย่างก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับการรับมือระดับโลก การตอบสนองเช่นนี้ถือได้ว่า มีความจำเพาะตัวและไม่เคยมีมาก่อนในด้านสาธารณสุขในจีน จนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยในหูเป่ย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง และเป็นจังหวัดที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นแหล่งตั้งต้นของกลุ่มครอบครัวที่ทำให้เกิดการระบาด”

 

“ชุมชนส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังไม่พร้อมรับมือเรื่องนี้, ทั้งในแง่ของวิธีคิดและทางเครื่องใช้ไม้สอย, ไม่พร้อมที่จะใช้มาตรการแบบที่ใช้ควบคุมโควิด-19 ในจีน แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบันเท่านั้นว่า สามารถหยุดยั้งหรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นลูกโซ่ต่อถึงกันในมนุษย์ได้ พื้นฐานของมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การเฝ้าระหวังอย่างเข้มแข็งสูงสุดในการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้ไวที่สุด, ให้มีการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วมากๆ และการแยกผู้ป่วยอย่างทันที, การติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และการกักกันตัวผู้ที่ติดต่อใกล้ชิด, รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในมาตรการเหล่านี้ในระดับสูงอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ประชากร”

 

“โควิด-19 กำลังแพร่กระจายไปด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง; ไม่ว่าจะมองในด้านใด การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากไปเสียหมด และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วว่า การใช้มาตรการแทรกแซงอื่นที่ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยา สามารถช่วยลดหรือแม้แต่หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคได้ การวางแผนรับมือระดับประเทศและระดับโลก แม้จะด้วยความห่วงใย แต่ก็บ่อยครั้งที่มักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงด้วยมาตรการเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม การลดการเจ็บป่วยและล้มตายจากโควิด-19, การวางแผนเตรียมความพร้อมระยะใกล้ จะต้องนำเอามาตรการสาธารณสุขต่างๆ ที่ใช้การได้ดี แม้ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยามาใช้ด้วย มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มที่อย่างทันที ทั้งในการตiวจหาผู้ติดเชื้อ, การแยกกักกันตัว, การติดตามการสัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด และการกักกันตัว/ติดตามตัว รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน/ประชากรโดยตรง”

 

หมายเหตุ...อ่านบทความต้นฉบับได้ที่ www.reddit.com/r/China_Flu/comments/fbt49e/the_who_sent_25_international_experts_to_china