โควิด ๑๙

(ตอนที่ 1)








มันเป็นพระยามารผิวสีเทา เส้นผมสีแดง แต่งองค์ทรงเครื่องสวมมงกุฎชฎา สร้อยคอ แหวน กำไล กัดกินความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอาหาร รัศมีที่แผ่ออกจากตัวมัน แล่นไปทางยาวกว่าพันโยชน์ ดิ่งไปทางลึกและทางสูงกว่าพันโยชน์ แสงรัศมีนั้น ไปสัมผัสมนุษย์คนใด คนนั้นตาย !

 

โควิด ๑๙

(ตอนที่ 1)

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ชนบทประเทศ

 


 

คนเจ็บป่วยลงได้ เพราะไปสัมผัสรัศมีอันเลวร้ายของมัน รัศมีอันร้ายกาจก็ฉาบอยู่ตามเนื้อตัวผิวพรรณ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มของคน แล้วมันก็กระโจนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งเมื่อเขาสัมผัสกัน แตะต้องเนื้อตัว ลูบหัวลูบผม โอบกอดกัน ถึงแม้จะไม่สัมผัสโดยตรง รัศมีเลวร้ายก็สามารถกระโจนออกจากตัวคนป่วยได้ ด้วยการแฝงอยู่กับฝอยละอองเมื่อคนจาม น้ำมูกน้ำลายน้ำหูน้ำตาของคนป่วยก็ฉาบเคลือบไปด้วยรัศมีสีดำนั้น มันแพร่จากคนหนึ่งกระจายไปสู่อีกคนหนึ่งอย่างง่ายดายและรวดเร็ว จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งอย่างง่ายดายและรวดเร็ว จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งอย่างง่ายดายและรวดเร็ว ยามนี้ เมษายน ๒๕๖๓ รัศมีพระยามารก็ได้ปกคลุมโลกใบนี้แล้ว มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาด และเกิดขึ้นอย่างง่ายดายเหมือนสายน้ำที่ไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ

 


 

​คนที่มีแสงอันร้ายนี้ฉาบอยู่นั้น ย่อมไม่รู้สึกตัวในห้วงแรก กินได้นอนหลับ กินดีกินม่วน ต้องรอเวลาให้ฝ่านไปสักสี่ห้าวัน เมื่อแสงซึมเซาะไปทั่วร่างกายแล้ว นั้นแหละมันจึงเริ่มแสดงพิษภัย จากอาการหวัดธรรมดา ธรรมดา ธรรมดาจริงๆ เหมือนไข้หวัดทั่วไป ค่อยๆ รุนแรงขึ้น จากอาการเจ็บคอ ไข้เริ่มสูง ปวดเมื่อย หายใจยาก หายใจลำบาก ถึงเวลานี้ก็สายเกินไปแล้ว เพราะปอดพังยับ คนจึงหายใจไม่ได้ ก็ตาย

 


 

ลูกที่ป่วย (และยังไม่รู้ตัว) กลับถึงบ้านก็โผล่เข้าอ้อมกอดแม่ แล้วร่างกายแม่ก็เคลือบฉาบไปด้วยรัศมีนั้นแล้ว สามีที่ป่วย (และยังไม่รู้ตัว) กลับถึงบ้านก็โอบกอดภรรยา แล้วร่างกายภรรยาก็เคลือบฉาบไปด้วยรัศมีนั้นแล้ว ปู่ย่าที่ป่วย (และยังไม่รู้ตัว) อุ้มหลานตัวน้อยด้วยความชื่นอกชื่นใจ ก็เป็นสื่อนำพารัศมีฉิบหายนั้นไปสู่ตัวหลานรัก นี่แหละฤทธิ์มาร มันใช้ความรักความเมตตาของนนุษย์ เป็นอาวุธฆ่ามนุษย์

 


 

คนที่ป่วย (และยังไม่รู้ตัว) ขึ้นเวทีมวย พูดโฆษณาออกไมค์ จับมือนักมวย คาดเข็มขัดให้นักชก สวมสร้อยทองให้นักสู้ ทักทายคนนั้นคนนี้ จากคนหนึ่งสู่สิบสู่ร้อยคน ก็ติดกันไปทั่วสนามมวย คนที่ป่วย (และยังไม่รู้ตัว) ไปสนามชนไก่ อุ้มไก่ไปชน น้ำมูกน้ำลายตอนเชียร์ไก่ก็กระเซ็นกระส่ายออกจากปากเขาไป ก็ติดกันไปทั่วสนามไก่ชน นี่แหละฤทธิ์มาร มันใช้ความสนุกสนานของมนุษย์ เป็นอาวุธฆ่ามนุษย์ นี่แหละฤทธิ์มารตัวนี้ มันใช้ความเป็นมนุษย์ฆ่ามนุษย์

 


 

มันสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในใจมนุษย์ แยกคนให้อยู่โดดเดี่ยว แยกกันนอน แยกกันกิน ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร เพราะต่างคนต่างหวาดระแวง ไม่รู้ว่าใครจะมีรัศมีแห่งโรคนี้ฉาบทาอยู่บ้าง พูดกันก็ต้องอยู่ห่างกัน ๒ เมตร ป้องกันไม่ให้ฝอยน้ำลายกระเด็นใส่กัน ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกแล้วก็ยังต้องอยู่ห่างกัน อะไรที่เป็นเหตุให้ถูกต้องสัมผัสตัวก็ต้องระวัง ช่างตัดผมแห่งยุคสมัย ต้องต่อปัตตาเลี่ยนกับไม้ยาวๆ เอาไถผมให้ลูกค้า พนักงานเก็บเงินแห่งยุคสมัย ก็ต่อตระกร้าเข้ากับไม้ยาว แล้วยื่นให้กับลูกค้าหย่อนเงินในตระกร้า เวลาคนจะเซ็นชื่อในเอกสาร เขาก็ตั้งเคาเตอร์ให้อยู่ห่างออกมามาก จนกระทั่งต้องโกงโค้งหลังแอ่นเซ็นซื่อ งานบุญงานเทศกาลก็ต้องหยุดจัด สงกรานต์ปีนี้ ลูกหลานจึงไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้กลับไปกินข้าวฝีมือแม่ ไม่ได้กลับไปนอนหนุนตักพ่อ ไม่ได้กลับไปโอบกอดย่ากอดยาย ไม่ได้เห็นหน้าหลานๆ ห้างร้านตลาดซุปเปอร์มาเก็ตปิดหมด คนก็เฮโล่กันไปซื้อของ กักตุนข้าวสาร ไข่ไก่ มาม่า ปลากระป๋อง เพราะไม่รู้ว่าโรคนี้จะหายไปเมื่อไหร่ กักเก็บสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไว้ให้มากที่สุด หวาดกลัวมากที่สุด สะใจพระยามาร

 


 

คนแยกตนเองออกจากสังคม กินคนเดียว นอนคนเดียว สักอาทิตย์ก็คงไม่เป็นไร แต่หากยาวนานเป็นเดือนเป็นปีก็คงลำบาก ความเหงาความซึมเศร้าความเงียบเชียบที่เกาะกุมหัวใจก็หนาขึ้นหนักขึ้น แล้วมนุษย์คนใดเล่าที่จะทนมันได้ แรงผลักดันข้างในที่กระตุ้นให้คนเราไปพบกัน พูดคุยกัน จับมือกัน โอบกอดกัน ยังคุกรุ่น ความปรารถนาที่จะรักและจะได้รับความรักยังมีอยู่ ความต้องนี้จะแรงขึ้นๆ ตามระยะเวลาที่ต้องโดดเดียว แล้วใครคนใดเล่าจะทนได้ แม้จิตใจที่หวาดหวั่นต่อความโดดเดียวจะยังมาไม่ถึงในเดือนนี้ แต่อีกไม่นานหรอกที่มนุษย์จะเป็นบ้าตายก่อนฤทธิ์พระยามาร ในขณะที่มันนั่งไขว้ห้างอยู่บนหอคอย หัวเราะอย่างสะใจ ที่เห็นความอ่อนแอของมนุษย์เพิ่มขึ้นทุกวัน

 


 

มันฆ่าคนได้เพียงไม่กี่พันคน แต่คนจะฆ่าตัวเองเป็นหลายหมื่นคน แต่เดียวก่อน พระยามารอันร้ายกาจ ประวัติศาสตร์ใดเล่าที่บอกว่ามนุษย์เป็นคนอ่อนแอ เหล่ามนุษย์ไม่เคยยอมแพ้ไม่ว่าอุปสรรคจะร้ายแรงอย่างไร ในด้านหนึ่ง แรงผลักดันในความปรารถนาที่จะรักและจะได้รับความรักนั้น จะทำให้มนุษย์คิดค้นเทคโนโลยีและสร้างสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อการอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และโลกก็ต้องเปลี่ยนไป การทำงาน การเล่าเรียน การใช้ชีวิตแบบเก่าที่นำผู้คนไปพบปะแลกเปลี่ยนกันก็ต้องเปลี่ยนไป เราอาจต้องอยู่ห่างไกลกันมากขึ้น แต่รับรองได้ว่า มนุษย์จะไม่ยอมทิ้งความรักไปอย่างแน่นอน

 


 

ในอีกด้านหนึ่ง เหล่านักปราชญ์ มีหมอ นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ก็พยายามสืบเสาะที่อยู่ของพระยามาร เพื่อจะทำลายมันให้สิ้นซาก พวกเขาพบว่าพระยามารฟักตัวเองอยู่ในท้องค้างคาว เมื่องูพิษกินค้างค้าง เมื่อตัวนิ่มกินมูลค้างคาว มันก็ย้ายจากท้องค้างคาวสู่ท้องงูพิษ สู่ท้องตัวนิ่ม แล้วมนุษย์ก็เอาสัตว์ป่าเหล่านั้นมากิน ดิบๆ สุกๆ กินมันเพราะหวังจะเพิ่มพลังทางเพศ มันก็ย้ายจากท้องสัตว์มาฟูมฟักอยู่ในท้องคน เมื่อเริ่มแล้วก็ยากที่จะแก้ไข มันเติบโตเต็มที่ก็ส่องรัศมีมารออกมาคลุมร่างกายมนุษย์ แล้ววัฏจักรแห่งความตายก็กำเนิด ง่ายดายและรวดเร็ว หากเป็นเพียงแค่นี้ ก็ฆ่ามันได้ไม่ยาก เพียงแค่มนุษย์หยุดกินสัตว์ป่า เลือกเชื่อว่ามันจะช่วยเพิ่มพลังทางเพศ เพราะจริงๆ มันก็ไม่ได้ช่วยกระตุ้นสิ่งใดหรอก

 


 

แต่เดี๋ยวก่อน ยังมีเหล่านักปราชญ์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เชื่อว่า พระยามารตนนี้เกิดขึ้นในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ปรุงธาตุพื้นฐานคือโรคซาร์ส (SARS) ที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์มาก่อนนั้นด้วยการเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจ ผสมเข้ากับธาตุแห่งโรคเอดส์ (AIDS) ที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์มาก่อนหน้านั้นด้วยการเข้าไปทำลายภูมิคุ้มกัน เพื่อใช้เป็นอาวุธทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง หากเป็นเช่นนี้ พระยามารก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งของปัญญามืดของมนุษย์ ฆ่าพระยามารสีเทาผมสีแดงตัวนี้ตายแล้ว มนุษย์ก็ปรุงพระยามารขึ้นมาใหม่ ขึ้นมาอีก ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ กระทั่งมนุษย์ที่คิดค้นปรุงพระยามารขึ้นมากลายเป็นอภิมหาพระยามาร โลกก็ถึงเวลาพินาศ คนก็ถึงเวลาฉิบหาย

 


 

มันฆ่าคนได้เพียงไม่กี่พันคน แต่คนจะฆ่ากันเองเป็นหลายล้านคน