โควิด ๑๙

(ตอนที่ 2)

ทางเลือก ทางรอด








จวนค่ำนี้ พายุหน้าร้อนพัดมาแล้ว ลมแรงฝนหนักผลักต้นหมากที่รากผุเพราะปลวกกัดกินให้ล้มลง เสียงดังตึง! กระชากเอากิ่งมะม่วงขนาดโตกว่าลำแขนคนอ้วนหล่นลงดิน เสียงดังตึง! มันดันหลังคากระเบื้องจากด้านล่าง กระแทกให้หลุดออกจากขอเกี่ยว ดังโครม! แผ่นกระเบื้องปลิวว่อน กระเด็นกระดอนไปไกล ข้ามรั้วบ้านไปตกอยู่ข้างต้นลำใยใหญ่ข้างบ้าน กิ่งก้านลำไยก็ยูบโยบกระเพื่อมขึ้นลงอยู่ในสายฝนที่ฉวัดเฉวียงเฉียงไปมาทางโน่นทางนี้ ผมยืนมองดูห่าฝนที่กระหน่ำลงมาในช่องว่างของหลังคา ซึ่งกระเบื้องได้อันตธานหายไปเสียแล้วถึง ๒ แผ่น น้ำฝนเจิงนองไปทั่งพื้นไม้ด้านบน โต๊ะเขียนหนังสือ ที่นอน เต็มไปด้วยน้ำ นึกในใจ ถึงเวลาทำความสะอาดบ้านสักที

 

โควิด ๑๙

(ตอนที่ 2)

ทางเลือก ทางรอด

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ชนบทประเทศ

 


 

จวนค่ำนี้ พายุหน้าร้อนพัดมาแล้ว ลมแรงฝนหนักผลักต้นหมากที่รากผุเพราะปลวกกัดกินให้ล้มลง เสียงดังตึง! กระชากเอากิ่งมะม่วงขนาดโตกว่าลำแขนคนอ้วนหล่นลงดิน เสียงดังตึง! มันดันหลังคากระเบื้องจากด้านล่าง กระแทกให้หลุดออกจากขอเกี่ยว ดังโครม! แผ่นกระเบื้องปลิวว่อน กระเด็นกระดอนไปไกล ข้ามรั้วบ้านไปตกอยู่ข้างต้นลำใยใหญ่ข้างบ้าน กิ่งก้านลำไยก็ยูบโยบกระเพื่อมขึ้นลงอยู่ในสายฝนที่ฉวัดเฉวียงเฉียงไปมาทางโน่นทางนี้ ผมยืนมองดูห่าฝนที่กระหน่ำลงมาในช่องว่างของหลังคา ซึ่งกระเบื้องได้อันตธานหายไปเสียแล้วถึง ๒ แผ่น น้ำฝนเจิงนองไปทั่งพื้นไม้ด้านบน โต๊ะเขียนหนังสือ ที่นอน เต็มไปด้วยน้ำ นึกในใจ ถึงเวลาทำความสะอาดบ้านสักที

 


 

พายุหน้าร้อนพัดผ่านไปแล้ว ลมสงบอากาศนิ่งฟ้าเงียบเหมือนกับไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลย ผืนดินฉ่ำด้วยน้ำ ต้นไม้ใบไม้ดีใจที่ได้เล่นน้ำฝน เม็ดฝนเกาะอยู่ทั่วใบไม้และต้นไม้ ผมออกมายืนที่ระเบียงบ้านชั้นบน มองดูกิ่งไม้ใบไม้ระแกะระกะเต็มลานบ้าน โน่น! ต้นหมากใหญ่พาดรั้วปลายชี้ไปยังบ้านเพื่อนบ้าน พาดอยู่หลังคาห้องครัวของเขา กิ่งมะม่วงใหญ่ที่บ้านเขาก็หักลงมาเกี่ยวเอาสายไฟหลักที่ต่อเข้าบ้านห้อยระโยงระยาง ในใจก็คิด ต้นหมากค่อยจัดการ แต่ตอนนี้ต้องกวาดถูบ้านก่อน กวาดถูอยู่ในใจก็ภาวนาว่าอย่าให้มีฝนมาอีกเลย ไม่งั้นบ้านก็คงเปียกโชกอีกเพราะไม่มีหลังคา

 


 

เช้ามาก็ขึ้นซ่อมหลังคา ไปดึงเอาต้นหมากที่พาดไปบ้านคนอื่น ซ่อมหลังคาให้เพื่อนบ้าน เดินท่องในสวนดูต้นหมากต้นไหนที่มีทีท่าว่าจะโค่นล้มลงได้อีก ก็ตัดออก กันไว้ก่อน

 


 

ตอนนั่งพักใต้โคนไม้ ก็นึกขึ้นมาว่า พายุนี่หน่า มันพัดได้ทุกสิ่ง ทำลายได้ทุกอย่าง เว้นแต่โควิด ๑๙ ที่มันพัดให้ห่างไกลจากชุมชน พาออกไปทิ้งในทะเลก็ไม่ได้ เพราะโควิด ๑๙ ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปกาย ในแง่นี้มันเป็นเหมือนผี ที่หวาดกลัวพายุ พายุพัดมาแล้วจากไป ก้าวร้าวแล้ว ก็สงบลงแล้ว แต่ผีโควิด ๑๙ นี่ซิ ทำอย่างไรก็ไม่ยอมหายไปสักที แพร่ขยายไปทั่วโลก แทรกเข้าไปทุกอนูของอากาศ ติดอยู่ตามเนื้อตามตัวผู้คน ไปไหนไปด้วยกัน มันค่อยๆ กัดกินเนื้อในของคนๆนั้น กินจนปอดพรุน ทำลายระบบหายใจ คนก็ตาย มันก็ไม่ยอมจากคนตายไปไหน ก็ตายไปพร้อมกับคนตาย

 


 

สู้ไม่ได้ ก็ต้องหนี แล้วคนหนีอย่างไรกัน เริ่มจากมาตรการเริ่มต้น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ

 


 

จากนั้นจึงให้อยู่บ้านใครบ้านมัน ร้านค้าปิด ตลาดปิด โรงหนังปิด โรงงานหยุด อยู่บ้านใครบ้านมัน เวลาออกไปไหน ก็ต้องสวมหน้ากากปิดปากปิดจมูก กลับถึงบ้านก็ต้องล้างมือ

 


 

จากนั้นจึงมีประกาศให้คนต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย ๒ เมตร จะพูดคุยจับมือกันก็ต้องระวัง มีใครคนหนึ่งถามหมอไปว่า ผมจะยังมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาได้ไหม หมอตอบได้ ถ้าอยู่ห่างกัน ๒ เมตร เขาก็บ่นพึมพำกับตนเอง ... ๒ เมตร เชียวหรือ เหมือนจะต่อรองกับหมอ

 


 

คนเราคิดอย่างไร ก็จะทำอย่างนั้น อย่างซาไกคนป่า เขาคิดว่าโรคร้ายนี้เกิดขึ้นในเมือง เพราะฉะนั้นเขาจะหนีออกจากเมืองที่เต็มไปด้วยโรคระบาด หลบหายเข้าไปในป่าใหญ่ ที่ไม่มีใคร มีแต่พวกเขา ไม่มีคนก็ไม่มีผีโควิด ๑๙ หายเข้าไปเป็นเดือน ไปอยู่อย่างบรรพชน ก่อนไป พวกเขาได้เผาเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ อันเป็นเครื่องหมายแห่งอารยธรรมของคนเมือง เผาความเป็นเมือง ไปใช้ชีวิตเยี่ยงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปลูกเพิงมุงด้วยใบตอง พอใบตองแห้งก็ย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เดินทางต่อไป ทำมาหากิน แล้วเดินทาง แล้วทำมาหากิน พวกเขาคงจะตัดสินใจอีกที เมื่อโควิด ๑๙ หมดไปแล้ว ว่าจะอยู่ป่าเยี่ยงคนป่า หรือจะเข้าไปอยู่ในเมืองเยี่ยงคนเมือง

 


 

คนเมืองนอกเขามีทฤษฎีอย่างหนึ่ง คิดว่าหากคนเราได้รับเชื้อโควิด ๑๙ มากเข้า มากเข้า มากเข้า จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ร่างกายพวกเขาสามารถพัฒนาตนเองให้มีเกราะป้องกันตนเองจากผีโควิด ๑๙ ได้ แต่คนที่ติดเชื้อต้องมีปริมาณมากพอ คนที่ตายก็ตายไป เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ พวกเขาเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนติดมากๆ ในเวลาอันรวดเร็ว ฮะฮ่า! พวกเขาก็จัดคอนเสิร์ตเพลงร็อค ป่าวประกาศโฆษณาให้คนมาฟังกันมากมาย ให้มาสูดอากาศที่ปนเปื้อนด้วยโรคร้ายนี้ เอา! เฮกันก่อนตาย เอา! ฮากันก่อนตาย กระโดดโลดเต้นคิกคิกคักคักก่อนถึงวันอันน่าหวาดกลัว วัดดวงไปอย่างลูกผู้ชายเลยว่าธรรมชาติจะเลือกใคร

 


 

ในขณะที่อีกประเทศหนึ่ง พวกเขาไม่ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นคนเลือก แต่พวกเขาจะเลือกเองว่าจะให้ใครอยู่ใครตาย พวกเขาไม่คิดจะจัดคอนเสิร์ต เพราะในประเทศเขา โรคนี้แพร่ไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงเหมือนน้ำป่าไหลบ่าจากเขาเข้าท่วมเมือง ไม่ซิ! เหมือนคลื่นสินามิที่ถาโถมเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็วและรุนแรง ล้มตึกทำลายอาคารได้อย่างไม่ยากเย็นและพาเรือให้ไปไกลจากฝั่งได้อย่างไม่ยากเย็น พวกเขาคงคิดว่า ตนเองคือหมอคือผู้รักษามีสิทธิที่จะเลือกให้คนอยู่ใครตาย เพราะมีคนติดโรคนี้มากเกินกว่าที่หมอจะรักษาได้หมดทุกคน เครื่องมือ ยารักษา ก็มีไม่พอ จึงต้องเลือกให้คนหนึ่งตาย เลือกให้คนหนึ่งเป็น พ่อแม่ของใครคนใดคือผู้ที่จะต้องเสียสละ ลูกหลานของใครคนใดคือผู้ที่จะได้ใช้เครื่องช่วยหายใจอีกระยะหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ตาม คนตายก็ยังเกลื่อนเมือง ถนนหนทางมีแต่เตียงผู้ป่วย คนแก่นอนสิ้นลมอยู่ตามตรอกซอย ศพคนหนุ่มสาวและเด็กๆ กองทับกันเป็นเนินสูง

 


 

ในขณะอีกประเทศหนึ่ง เขาคิดแปลกประหลาดเอาทีเดียวเชียวละ คือเขาคิดว่าเศรษฐกิจสำคัญที่สุด เขาทนมานานแล้วกับการไม่ได้ค้าขาย ก็นี่ปาเข้าไปเดือนที่ ๓ ที่ ๔ แล้ว ที่เมืองเงียบเชียบอย่างกับป่าช้า คนก็ตายไปมากแล้ว จึงกลับไปทำทุกอย่างเหมือนปกติ เปิดเมืองเปิดประเทศให้คนจับจ่ายใช้สอย เดินทางไปมา ในขณะที่คนก็ยังล้มลง นอนตายเกลื่อนโรงพยาบาล ผู้เป็นหมอก็ทำหน้าที่ไป คนค้าขายก็ขายของไป คนอยู่บ้านก็อยู่ไป จะอย่างไรก็ได้ แต่เศรษฐกิจต้องอยู่ให้ได้ คนตายก็สุมกันอย่างศพไร้ญาติในป่าช้าของเมือง

 


 

ผมนั่งมองท้องฟ้าใสแจ่ว ข้ามคืน พายุก็หยุดพัด แต่ไม่รู้อีกกี่ปี โควิดจึงจะหยุดระบาดได้ แล้วผมนึกถึงคำถามของใครคนนั้น ที่ถามหมอว่า ผมจะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาได้ไหมครับ ช่วงที่โควิดระบาด หมอก็บอกว่าได้ แต่ต้องอยู่ห่างกัน ๒ เมตร ... ผมคิดว่า ถึงเวลาที่จะต่อรองกับหมอสักที