โควิด ๑๙

(ตอนที่ 3)

ฉวยโอกาส








บอยเป็นเด็กหนุ่ม เพิ่งเรียนจบใหม่ เขามาแววตาอันฉลาด มองเห็นโอกาสดีงามเมื่อโควิดแพร่ระบาดใหม่ๆ เขาจัดตั้งเว็บไชด์ขายหน้ากากอนามัยตั้งแต่ตอนที่ใครๆ ยังไม่ตระหนักในภัยอันร้ายกาจของโควิด เขารับรู้และเรียนรู้และเข้าใจถึงภัยอันร้ายกาจของโควิดก่อนใคร เที่ยวตะเวนสั่งซื้อหน้ากากอนามัยทางเว็บไชด์ ไปเที่ยวชื้อหน้ากากอนามัยตามตลาด

 

โควิด ๑๙

(ตอนที่ 3)

ฉวยโอกาส

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ชนบทประเทศ

 


 

บอยเป็นเด็กหนุ่ม เพิ่งเรียนจบใหม่ เขามาแววตาอันฉลาด มองเห็นโอกาสดีงามเมื่อโควิดแพร่ระบาดใหม่ๆ เขาจัดตั้งเว็บไชด์ขายหน้ากากอนามัยตั้งแต่ตอนที่ใครๆ ยังไม่ตระหนักในภัยอันร้ายกาจของโควิด เขารับรู้และเรียนรู้และเข้าใจถึงภัยอันร้ายกาจของโควิดก่อนใคร เที่ยวตะเวนสั่งซื้อหน้ากากอนามัยทางเว็บไชด์ ไปเที่ยวชื้อหน้ากากอนามัยตามตลาด โดยเฉพาะตลาดชายแดนแม่สาย เที่ยวเดินหาอยู่ตั้งนานจึงพบร้านขายหน้ากากอนามัยร้านหนึ่งอยู่ใกล้ด้านฝั่งไทย เขาเจรจาขอซื้อหน้ากากหมดทั้งร้าน และยังสั่งเพิ่มอีกหลายลัง มีแบบไหนเอาหมด มีสีไหนเอาเสี้ยง บอยเด็กหนุ่มแต่งตัวเรียบร้อยพูดจาไพเราะนอนโรงแรมที่แม่สายต่ออีกสองคืน เพื่อกวาดซื้อหน้ากากอนามัยทุกร้านในตลาดทั้งฝั่งไทยฝั่งพม่า เดือนต่อมา เขาจึงค่อยปล่อยของออกที่ละลังทางเว็บไชด์ แม้จะมีคำเตือนออกมาแล้วจากรัฐบาลว่าการกุกตุนหน้ากากอนามัยเป็นความผิด แต่เขาค่อยๆ ปล่อย ไม่ทำทีละมาก ไม่กระโตกกระตาก ปล่อยเฉพาะคนรู้จัก คนที่ชอบ และคนที่ใช่ ขายยกลัง ไม่ขายย่อย ให้พ่อค้ารายย่อยไปขายต่ออีกที ด้วยวิธีการนี้ ไม่นานเขาก็ร่ำรวยขึ้น เพราะซื้อ ๕ บาท ขาย ๒๐ บาท เห็นกำไรงามๆ จะป้องกันโรคได้ไม่ได้ไม่รู้ละ ขอให้เป็นหน้ากากอนามัย คนก็เข้ากันมาซื้อตรึม เมื่อโควิดร้ายแรงถึงขนาดรัฐบาลประกาศห้ามค้าขาย ห้ามออกจากบ้าน ห้ามชุมนุม เขาก็เลิก เพราะถึงตอนนั้นในตลาดเต็มไปด้วยหน้ากากที่จะหาซื้อกันได้ง่ายแล้ว เขาก็เอาหน้ากากที่เหลืออยู่ ไปแจกจ่ายหน้าตลาด พร้อมทำสติกเกอร์ชื่อของตนเองติดที่ลัง ที่ซอง เพราะหวังไว้ว่าในอนาคตเขาจะลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เขามีแววตาอันฉลาดที่ซ่อนไว้ด้วยเล่ห์กล เขามองเห็นโอกาส จึงฉวยโอกาส

 


 

พรศิลป์เป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนา เป็นชายชรา อายุเกิน ๖๐ แล้ว ทำบุญมาตลอดชีวิต เมื่อโควิดระบาดเข้าเมืองไทย แกเฝ้ามองดูเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเงียบๆ ค่อยสังเกตว่าสิ่งใดพอจะช่วยเหลือกันได้ แกก็จะช่วยเหลือทันที เงินสักยี่สิบบาทถวายพระถวายเณร ข้าวสารสักถุงน้ำสักขวดให้คนเดือนร้อน แกยินดีให้อย่างไม่เสียดาย เพราะเห็นโอกาสที่จะได้ทำบุญ ต่อเมื่อเหตุการณ์โควิดได้กระตุ้นจิตสำนึกของคนในสังคมให้ออกมาช่วยกันแบ่งปันข้าวของ มีใครบางคนคิดทำตู้ปันสุขขึ้นมา เพราะเชื่อว่าลึกๆ คนไทยเป็นคนมีน้ำใจ ตู้ปันสุขที่เป็นตู้ใส่ข้าวของสินค้าอาหารแห้งต่างๆ ก็เกิดมีขึ้นเป็นตู้แรก ให้คนที่ลำบากใจลำบากกายเพราะทำมาหากินไม่ได้ให้มาหยิบไปใช้ไปกิน ให้คนที่ไม่ลำบากใจไม่ลำบากกายเพราะมีเงินเก็บได้เอาข้าวของมาใส่ไว้เพิ่ม แล้วเขียนปะไว้หน้าตู้ว่า เอาไปแต่พอดีเน้อ เผื่อให้คนอื่นบ้างเน้อ ตู้ปันสุขอย่างนี้ก็กระจายไปทั่วในเมือง นอกเมือง อาจาย์พรศิลป์เองก็รู้ข่าวนี้เช่นกัน จึงเที่ยวค้นของที่จำเป็นซึ่งเขาไม่ได้ใช้ เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก ขันน้ำ ซึ่งลูกศิษย์ลูกหานำมาดำหัววันปีใหม่เมือง ออกมากองไว้หน้าห้อง แล้วให้ลูกศิษย์ที่มีรถรามารับ ขนของพวกนี้ไปใส่ในตู้ปันสุข ตัวแกเองก็ไปกับลูกศิษย์ เพื่อไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต เป็นข้าวสารปลากระป๋องน้ำปลาน้ำตาลเอาไปใส่ตู้เพิ่ม ก็ตอนนี้ข้างนอกรถนั้นร้อนระอุด้วยแดดเดือนห้า แต่ในรถกลับอบอุ่นด้วยคำพูดของแกว่า นี่เป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ทำความลำบากให้คนจำนวนมาก โอกาสเช่นนี้หาได้ยาก ควรขวนขวายทำบุญกัน แกเห็นโอกาส จึงฉวยโอกาส

 


 

นอกจากมีตู้ปันสุขแล้ว ยังมีคนคิดบัญชีปันสุข เป็นร้านขายข้าวแกง เขาให้ลูกค้าคนใดก็ได้ที่เห็นโอกาสทำบุญกับเพื่อนร่วมชาติ ได้เขียนชื่อใส่กระดาษใบเล็กๆ ไว้ และจ่ายเงินค่าข้าวกล่อง กล่องละ ๔๐ บาท จ่ายเงินแล้วก็ไม่ได้เอาข้าวกล่องไป เพียงแต่เขียนชื่อไว้ คนละกล่อง สองกล่อง พอเพื่อนร่วมชาติที่ลำบากมาถึง ก็หยิบเอากระดาษที่มีชื่อเจ้าภาพเขียนไว้ ไปให้ที่ร้าน ทางร้านก็จะตักข้าวใส่กล่อง ยื่นให้เพื่อนร่วมชาติที่ลำบากนั้น เพื่อนร่วมชาติก็อิ่มเพราะข้าวที่เพื่อนร่วมชาติแบ่งปันให้ บัญชีบันสุขก็กระจายจากร้านหนึ่งไปอีกร้านหนึ่ง ก็หวังว่าบัญชีปันสุขนี้ จะเดินทางจากร้านขายข้าวแกงไปเป็นร้านขายขนมไปเป็นร้านขายของจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันไปเป็นร้านขายยาไปเป็นร้านโชว์ห่วยและไปเรื่อยๆ แม้โควิดร้ายจะหายไปแล้วก็ตาม

 


 

ก่อนที่จะมีตู้ปันสุขและบัญชีปันสุข ผู้คนที่เห็นโอกาสทำบุญก็ได้ทำกับข้าวแจก คล้ายตั้งโรงทาน แต่ไม่ต้องไปตั้งที่วัด ตั้งที่บ้าน ที่ร้านอาหาร เป็นโรงทานของครอบครัว ทำกับข้าวกับปลาหรือซื้อกับข้าวกับปลามาแจก คนที่มารับก็ต่อแถวกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา บ้านก็ทำ วัดก็ทำ มีพระสงฆ์หลายวัดที่ทำกับข้าวใส่กล่องเอาขึ้นรถบันทุกไปแจกจ่ายในชุมชนที่ตนไปเดินบิณฑบาตอยู่ทุกวัน ป้าแหม่มที่ตักบาตรใส่ข้าวใส่ปลาทูและใส่เงินอีก ๒๐ บาทต่อรูปต่อวันทุกวัน วันนั้นก็ออกมารับข้าวกล่องจากตุ๊เจ้ารูปที่ตนใส่บาตร ลุงอ๊อดก็เหมือนกัน ลุงวัฒน์ก็เหมือนกัน พระท่านก็บอกว่า ช่วงนี้ไม่ต้องเอาข้าวไปส่งที่วัดนะโยมอ๊อดโยมวัฒน์ เดี๋ยวตุ๊จะเอามาส่งให้เอง ลำบากลำบนกันหนักหนาแล้ว ขาดเหลือข้าวของก็ไปเอาที่กุฏิได้นะ เหล่าโยมๆ ก็ยกมือไหว้ ผลัดกันเห็นโอกาสทำบุญ จึงผลัดกันฉวยโอกาสทำบุญ

 


 

ลุงมาอายุ ๖๐ กว่า เมื่อโควิดเกิดขึ้น แกไม่รู้อีโน่นอีเหน่อ ไม่สนใจ เย็นมาก็ดื่มเหล้า สักแป็กสองแป็ก แล้วกลับบ้านไปนอน เย็นไหนมีลูกหลานคนไหนหิ้วกับข้าวกับปลาและเหล้ามาสักขวด ก็อยู่กันยาวจนดึก ตอนที่โควิดกำลังระบาดนั้น แกมาทำงานปูกระเบื้องที่บ้านผม ทำไปสองวันหยุดไปสองวัน บอกเมื่อย พอรัฐบาลประกาศให้เงินเดือนสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงาน เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท แกดีใจเนื้อเต้น ขอให้หลานสาวช่วยกรอกข้อมูลในมือถือให้ หวังว่าจะได้มีเงินซื้อกับข้าวกับปลาเหล่ายาปลาปิ้งในยามข้าวยากหมากแพงนี้บ้าง ไม่ถึงกับอดละ แกว่า เมื่อบอยแจกหน้ากากอนามัยแกก็ไปรับกับเขา เมื่อมีตู้ปันสุขในหมู่บ้าน แกก็เป็นคนหนึ่งที่ไปเอาข้าวของในตู้ แต่ออกจะบ่นอยู่บ้างว่า ในตู้ไม่เห็นมีใครเอาเหล้ามาปันสุขแกบ้าง ก็ตอนที่รัฐบาลประกาศไม่ให้ขายเหล้าเบียร์ แกเป็นหนึ่งที่โวยวายอยู่เงียบๆ กับตัวเอง แล้วกูจะไปซื้อเหล้าที่ไหนกินวะ ร้านอีน้อยก็ปิด ร้านซุปเปอร์ในหมู่บ้านก็ไม่ยอมขาย เห็นๆ อยู่ว่าตั้งอยู่บนชั้นขายของ แต่ไม่ยอมขายให้ เห็นๆ อยู่อย่างนี้ก็ใจหวิวใจสั่นหวั่นๆ ไหวๆ อยากจะเอาหินขว้างให้ขวดแตกๆ ไป รอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีวี่แววที่รัฐบาลจะประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามขายเหล้า นี่ก็ตั้งแต่สงกานต์ปีใหม่มาแล้ว ผ่านไปอีกวัน อีกวัน โดยไม่มีเหล้า นั้นมันทรมาน ไม่มีใครเข้าใจอาการลงแดงหรอก มันปั่นป่วนปวดเมื่อยเจียนตาย แกก็นึกๆ ว่า ถ้ารู้อย่างนี้ แกควรจะซื้อเหล้ามากักตุนไว้ก่อน ไม่น่าพลาดโอกาสเลย แกไม่เห็นโอกาส จึงไม่มีโอกาสฉวยโอกาสใด ปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามกระแสสังคม วันแล้ววันเล่า ไม่ตระเตรียม ไม่สนใจ ไม่ขวนขวายบุญใด มีก็กิน ไม่มีก็อด มีงานก็ทำ ไม่มีงานก็อด เดือนร้อนนะเดือนร้อน แต่ไม่เท่าไหร่ พออยู่ได้ไปวันๆ แล้ววันอันใจฝันก็มาถึง เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกห้ามขายเหล้า ลุงมาดีใจเนื้อเต้น ไปซื้อเหล้ามากักตุนไว้ลังหนึ่ง ไม่ยอมพลาดแล้ว แกว่าอาหารไปเอาที่บัญชีปันสุขได้ กับข้าว น้ำ เครื่องดื่ม สิ่งของเครื่องใช้ประจำวันไปเอาที่ตู้ปันสุขได้ แต่เหล้าหาที่ไหนไม่ได้ ต้องซื้อตุนเอาไว้ เดี๋ยวรัฐประกาศห้ามอีก ฮะฮ่า! แกเห็นโอกาสแล้ว ก็รีบฉวยโอกาสนั้นเหมือนกัน

 


 

แต่ที่ร้ายที่สุด ก็เมื่อประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเกิดมองเห็นโอกาสและเริ่มฉวยมันไว้แล้ว ก็โอกาสนั้นมันอาจนำไปสู่การทะเลาะกันของชาติใหญ่ๆ กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็ได้ ก็เมื่อโควิดเดินทางมาได้ระยะหนึ่ง จึงมีการถกเถียงกันถึงแหล่งที่มาโรคนี้อย่างกว้างขวาง สหรัฐอเมริกาก็ออกมาประกาศยืนยันอย่างหนักแน่น อย่างไร้ข้อกังขาใด อย่างที่โจรยกปืนเล็งไปทางเจ้าทรัพย์ ว่าแหล่งที่มาของเชื้อโรคร้าย คือเมืองอู่ฮัน ประเทศจีน เขาแพร่ข่าวนี้ออกไปทั่วโลก ฉายซ้ำ ฉายซ้ำ และฉายซ้ำ เพื่อให้คนเข้าใจและเชื่ออย่างนั้น เพื่อฉวยโอกาสเรียกร้องค่าเสียหายจากประเทศจีนในเวลาต่อมา ในฐานะที่ (เขาเชื่อเองว่า และสร้างความเชื่อขึ้นมาเองว่า) จีนเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคร้ายไปทั่วโลก ทำความเสียหายให้โลก ก็ต้องชดใช้ให้สหรัฐอเมริกา เพราะอเมริกาเป็นเจ้าโลก เหมือนประเทศที่แพ้ในสงครามโลกก็ต้องเสียเงินเป็นค่าเสียหายให้กับประเทศที่ชนะ

 


 

นี่แหละโอกาสร้ายๆ ที่สหรัฐโอกาสเห็น และฉวยมันไว้ แต่ความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรละ โรคร้ายเริ่มขึ้นที่ไหนกันแน่ ยุโรป อเมริกา หรือจีน

 


 

แต่จะเป็นอย่างไรไปเล่า หากโรคร้ายนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว และสร้างความเสียหายไปทั่วโลกแล้ว สหรัฐ ยุโรป และจีน ควรเห็นโอกาสอย่างอื่นที่มาพร้อมกับเชื้อร้ายนี้บ้าง เห็นโอกาสพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมืออัตโนมัติมากขึ้น โดยคนใช้ไม่ต้องสัมผัสกับวัตถุอันเป็นสื่อนำโรคร้ายมาสู่ตัวเขาได้ พัฒนาระบบเงินตราอีเล็กทรอนิคให้มีความปลอดภัยมากขึ้น พัฒนาบ้านที่ฆ่าเชื้อได้ พัฒนาเสื้อผ้าที่ฆ่าเชื้อได้ พัฒนาปัญญาในการมองเห็นโอกาสดีๆ ที่จะทำความดี พัฒนาบุญกุศล พัฒนาจิตใจให้เป็นพระโพธิสัตว์ พัฒนาความสัมพันธ์ของคนในรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องอยู่ห่างกัน ๒ เมตร โลกก็คงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และสงครามก็จะไม่เกิด

 


 

โอกาสที่แต่ละคนจะเห็นก็ต่างกันไป เขาเป็นคนแบบไหน โลกที่เขาอยู่ ที่เขามองเห็นก็เป็นแบบนั้น โลกที่เขามองเห็นเป็นแบบไหน เขาก็เป็นแบบนั้น แล้วคุณละมองเห็นโอกาสแบบไหนในยามเกิดวิกฤตกาลโควิดนี้