โควิด ๑๙

(ตอนที่ 4)

ในและนอกประตู








ฝนห่าใหญ่หน้าร้อนตกหนักอยู่ ๒-๓ วัน และพายุลูกใหญ่หน้าร้อนก็พัดรุนแรงอยู่ ๒-๓ วัน แล้วบรรยากาศก็นิ่งสงัด สงบไม่ไหวติงอยู่ ๒-๓ วัน จักจั่นจึงเริ่มส่งเสียงครวญดังมาจากทิศทั้ง ๔ วี่....... เสียงยาวติดต่อกัน ในชายป่าหลังบ้าน ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ข้างบ้าน ตรงต้นมะพร้าวหน้าบ้านก็มี แทรกเสียงจักจั่นขึ้นมา คือ เสียงนกร้อง อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ระอุอวมอบอับเหงื่อขับไหลมาอย่างน้ำซึมออกจากตาน้ำ หลังชื้นเสื้อเปียกก้นแฉะ ต้องนอนตากพัดลม

 

โควิด ๑๙

(ตอนที่ 4)

ในและนอกประตู

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ชนบทประเทศ

 


 

ฝนห่าใหญ่หน้าร้อนตกหนักอยู่ ๒-๓ วัน และพายุลูกใหญ่หน้าร้อนก็พัดรุนแรงอยู่ ๒-๓ วัน แล้วบรรยากาศก็นิ่งสงัด สงบไม่ไหวติงอยู่ ๒-๓ วัน จักจั่นจึงเริ่มส่งเสียงครวญดังมาจากทิศทั้ง ๔ วี่....... เสียงยาวติดต่อกัน ในชายป่าหลังบ้าน ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ข้างบ้าน ตรงต้นมะพร้าวหน้าบ้านก็มี แทรกเสียงจักจั่นขึ้นมา คือ เสียงนกร้อง อากาศก็เริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ระอุอวมอบอับเหงื่อขับไหลมาอย่างน้ำซึมออกจากตาน้ำ หลังชื้นเสื้อเปียกก้นแฉะ ต้องนอนตากพัดลม

 


 

ป้ากุน อายุกว่า ๖๐ ปี มีความรู้ดี เป็นข้าราชการตำแหน่งสูงมาก่อน ปลดเกษียณแล้ว ก็เช่าห้องคอนโดอยู่ชั้นบนสุดของตึก เธอมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีกระจกบานใหญ่กั้น คงเพราะฝนห่าใหญ่ในสองอาทิตย์ก่อนนั้นแหละ ที่พัดพาฝุ่นหนาละอองแน่นบนท้องฟ้าไปเสียหมด ฟ้าจึงใสแจ่มมาตั้งแต่นั้น นี่ก็เป็นเวลา ๒ เดือนกว่ามาแล้ว ที่เธอต้องนั่งๆ นอนๆ ในห้อง มองโลกผ่านกระจกอยู่ทุกวี่ทุกวัน นี่ก็อีก ๓ วัน มันจะครบ ๓ เดือนเต็มอยู่แล้ว เธอได้แต่ถอนหายใจ เธอคิดอย่างจริงจังว่า เธอจำเป็นต้องอาศัยแผ่นกระจกใหญ่และหนาและหนักและใหญ่โตอย่างนี้ กั้นโควิดวิญญาณร้าย เธอว่าเชื้อโรคที่ไม่เคยเห็นหัวเห็นตัวมัน มีจริตชอบเล่นงานหนักกับคนสูงวัยอย่างเธอ มันเกาะมันจิกอยู่ทุกแห่ง ตามรั้ว ตามราว ตามผนังอาคาร ขอบตึก รถเข็น ถุงกับข้าว หน้าปกหนังสือ ใต้รองเท้า เธอเปรยขึ้นว่า “เพื่อนฉันคนหนึ่ง ไปเดินห้างซื้อในตลาด กลับมาก็ป่วย เพราะติดเชื้อ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็ตัดสินใจกักตนเองในห้อง ไม่เคยก้าวข้ามธรณีประตูออกมาอีกเลย

 


 

“เบื่อ” แต่ต้องทนเอา ทำไงได้ละ เธอย้อมใจด้วยการเสนอทางเลือกให้กับตนเองว่า “เบื่อกับตาย” จะเลือกเอาอย่างไหน เบื่อ ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตาย ไร้ชีวิตแล้ว เธอก็อยู่ห้องของเธอต่อไป วันๆ หนึ่ง จึงผ่านไปอย่างยากเย็น ยิ่งมีเวลาก็ยิ่งดูข่าวเกี่ยวกับโควิดมาก ยิ่งดูมากก็ยิ่งวิตกมาก เห็นคนตายเป็นร้อยเป็นพันในอินเดีย ได้ยินว่ามีคนติดเชื้อเป็นแสนในอเมริกา ยิ่งวิตกก็ยิ่งเครียด ยิ่งต้องระวังตัว เดือนแรกที่ขังตนเองอยู่ในห้อง จิตใจก็ยังเป็นปรกติอยู่ แต่พอย่างเข้าเดือนที่สองนี่ซิ ทั้งเบื่อ ทั้งหน่าย ทั้งว้าวุ่น ทั้งหงุดหงิด ทั้งรำคาญใจ ก็มันไม่รู้จะทำอะไร ดูโทรทัศน์ก็แล้ว ดูไลน์ก็แล้ว ดูยูทูปก็แล้ว ปัดกวาดบ้านก็แล้ว จัดบ้านก็แล้ว โทรคุยกับคนโน้นคนนี้ก็แล้ว มันยังไม่หายเบื่อหน่ายวุ่นวายใจ

 


 

“แล้วป้ากินอย่างไรครับ” ผมถาม แกว่า เรื่องกับข้าวกับปลาอาหงอาหารก็สั่งซื้อทางไลน์ ให้เขาเอามาส่งให้ น้ำดื่มน้ำทาก็สั่งซื้อทางไลน์ ให้เขาเอามาให้ มาถึงก็วางไว้หน้าห้อง จ่ายเงินแล้ว ก็เอาแอลกอฮอล์พ้นไปที่สิ่งของนั้นๆ “แล้วป้าอยู่อย่างไรครับ” ผมถาม “ก็อยู่ไปงั้นๆ” แกว่า

 


 

อาณาจักรสี่เหลี่ยมที่มีผนังสีฟ้าสูงแวดล้อมนั้น มันไม่ได้กั้นเฉพาะโควิดไม่ให้เข้ามา แต่มันก็กั้นอิสรภาพของเราไม่ให้ออกไปด้วย อากาศหลังจากที่ฝนตกใหม่ก็เข้ามาไม่ได้ กลิ่นดินใหม่หลังจากที่ฝนตกก็เข้ามาไม่ได้ เสียงจักจั่นก็เข้ามาไม่ได้ หอมของดอกกล้วยไม้ ดอกชมนาด ดอกเล็บมือนาง ก็เข้ามาไม่ได้ แมงหวี่แมงวันผึ้งมิ้มผีเสื้อก็บินเข้ามาไม่ได้ โลกของเธอจึงตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเชิงด้วยกระจกบานโต ทีนี้ก็คงเหลือแต่โลกในจินตนาการที่เธออาศัยโบยบินหายออกไปจากกระจกกั้นได้ แต่จินตนาการนั้นจะไปได้กว้างไกลสักเท่าไหร่กันหนอ เพราะปกติมันก็จะวนๆ เวียนๆ อยู่แต่เรื่องเดิมๆ วนๆ เวียนๆ อยู่กับเรื่องที่เราคาใจเรา อยู่กับเรื่องที่โกรธ ที่เราโลภ ที่เราหลงอยู่ในอดีต ซ้ำๆ กลับไปกลับมา ก็ตอนนี้ โลกของความคิดของเธอ กำลังทำร้ายจิตใจเธออยู่ ก็ความโกรธพี่ชายที่เคยฉ้อเงินลักเงินของครอบครัวก็วนกลับมาอีกบ่อยๆ ความโกรธญาติพี่น้องที่ยืมเงินไปแล้วไม่ยอมคืนก็วนกลับมาอีกบ่อยๆ บางคืนความเสียใจจากการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่ตนรักก็วนกลับมาเช่นกัน ...คิดถึง... บางคืนความเสียใจในพฤติกรรมเสพยาของลูกชายก็วนกลับมา บางครั้งความดีใจ ความภูมิใจที่ลูกเกเรได้บวชเรียนก็คืนกลับมาส่องตรงหน้า บางครั้งความดีใจต่างๆก็เอ่อล้นขึ้นมาเฉยๆ ตอนนั่งกินข้าวเที่ยง ก็ไอ้เรื่องคำพูดดีๆ ของหลานสาว และคำพูดตลกๆ ของสามี แต่แล้วความเสียใจก็พุ่งพรวดโลดเล่นเข้าสู่หัวใจอีก เมื่อนึกถึงความตายที่มาพรากสามีของเธอไปก่อนเวลาอันควร เรื่องเหล่านนี้ ก็วนๆ เวียนๆ ซ้ำๆ ย้ำๆ อยู่เช่นนี้

 


 

ตอนนี้ความทุกข์กายทุกข์ใจในอดีตที่ผ่านมากว่า ๖๐ ปี เกาะกุมอยู่รอบตัวเธอ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากโควิด มันเกิดจากการอยู่โดดเดียวคนเดียว การที่ต้องอยู่ลำพังกับตัวเอง ตัดขาดจากสังคม สิ่งแวดล้อม ตัดขาดจากผู้คน นกหนูปูปลา ดอกไม้ดอกหญ้า ที่สำคัญ คือ เธอไม่มีอาวุธ หรือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในยามที่ต้องว้าเหว่ ต้องต่อสู้กับความทรงจำ ไม่มีหลักไม่มีเสา ใจเธอเลยโอนเอนไปกับฤทธิ์ของกิเลส ส่ายซัดไปมากับความคิดร้ายความคิดดี ความเบื่อหน่าย

 


 

แล้ววันหนึ่ง เธอก็ไม่ยอมอดทนจมอยู่กับความหน่ายในห้องอีกต่อไป เพราะมองเห็นแล้วว่า แม้โควิดอาจทำให้เธอตายได้ แต่การอยู่แต่ในห้องก็อาจทำให้เธอบ้าได้เช่นกัน ก็พิจารณาว่า ตายกับบ้า เธอควรจะเลือกเอาอย่างไหน

 


 

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกลงมาอีกครั้ง หลังจากร้อนร้ายมาหลายคืน ดอกฝนสาดลอดชายคาเข้ามาเคาะประตูห้องเธอ ลมโชยข้ามผนังระเบียงเข้ามากดกริ่งเรียกเธอ เธอนั่งนิ่งบนเตียงนอน ฟังเสียงฝน ถอดหายใจก่อนลุกขึ้นยืน สวมถุงมือ ปิดจมูกปิดปากด้วยผ้า เดินออกไปหยุดที่ประตูพักหนึ่ง ก่อนผลักมันออกไป ใบหน้าของเธอจึงได้ปะทะกับลมฝนเป็นครั้งแรก รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ก้าวข้ามธรณีประตู มายืนตรงระเบียง มือที่ใส่ถุงมือจับราวระเบียง หลับตา ปลดสายยางยืดของผ้าปิดปากที่ครองใบหูออก ยืดอกขึ้นสูดแรงๆ สูดเอาอากาศสดชื่นเข้าไป แล้วพ่นลมร้อนออกจากร่างกายอย่างหนักๆ สลัดความไม่สบายใจออกให้หมด พลัน! หัวสมองก็โล่งลึ้ง บิดกายสะบัดแข้งสะบัดขาเอาความไม่สะบายกายออกไป ก็ตอนที่เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผีเสื้อสีสวยสองตัวบินคลอเคลียผ่านหน้าเธอ แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เสียงฝนกระทบกระเบื้องหลังคาเป็นจังหวะรัวเร็ว น้ำตาหญิงชราเอ่อขังในขอบตา เมื่อกระพริบตานั่นแหละ หยาดน้ำตาแห่งปีติก็ไหลลงมา ....อิสรภาพ....