เสื้อผ้าหน้าผม








เด็กชายมานิตอยากเปลี่ยนทรงผมเป็นทรงรองทรง ถามต่อไปว่า ทำไมจึงอยากเปลี่ยน แกบอกว่า มันขัดต่อเสรีภาพ และกล่าวอย่างแข็งขันว่านักเรียนทุกคนไม่ควรตัดผมเกรียน ควรมีเสรีภาพในการไว้ผมยาวเหมือนครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเด็กว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าศิษย์หรืออาจารย์ ไม่ว่าใครอยู่ในฐานะอะไรเล่นบทบาทใด แต่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เขาจึงไม่อยากไว้ผมเกรียนติดหนังหัว

 

เสื้อผ้าหน้าผม

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

ชนบทประเทศ

โดย ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี

 


 

เด็กชายมานิตอยากเปลี่ยนทรงผมเป็นทรงรองทรง ถามต่อไปว่า ทำไมจึงอยากเปลี่ยน

 


 

แกบอกว่า มันขัดต่อเสรีภาพ และกล่าวอย่างแข็งขันว่านักเรียนทุกคนไม่ควรตัดผมเกรียน ควรมีเสรีภาพในการไว้ผมยาวเหมือนครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเด็กว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าศิษย์หรืออาจารย์ ไม่ว่าใครอยู่ในฐานะอะไรเล่นบทบาทใด แต่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เขาจึงไม่อยากไว้ผมเกรียนติดหนังหัว ถามซ้ำอีกครั้งอย่างจริงจังว่า บอกน้ามาเถิด ว่าทำไมจึงไม่อยากตัดผมเกรียน

 


 

มานิตลูกคนเล็กของนายมานะกับนางยุพินจ้องตาผมแล้วหลบตาก้มหน้าลงไป ตอบว่ามันไม่เท่ห์ ผมสั้นติดหนังหัวด้านหน้ายาวไม่เกิน ๕ เซนติเมตร ที่เรียกผมทรงนักเรียนนั้น ตัดแล้วหญิงไม่แลสาวไม่มอง ใครๆ เห็น เขาก็รู้ว่ายังเด็กยังเป็นนักเรียน ก็ในสายตาเธอ ผมก็แค่เด็กคนหนึ่ง เช่นกันเด็กนักเรียนหญิงผมสั้นแค่ติ่งหู หน้าม้า ก็ไม่เท่ห์ไม่ชวนมอง ในสายตาเขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง มันอาย มันน่าน้อยเนื้อต่ำใจ เด็กนักเรียนชายคนใดที

 


 

่หลบเลี่ยงไม่มาวันที่โรงเรียนตรวจผม แล้วรุ่งขึ้นก็ปล่อยให้ผมยาวเดินมาโรงเรียนอย่างอาดๆ นั่นแหละเท่ห์ สาวๆ มองกันใหญ่ รุ่นพี่ก็ว่า ไอ้นั้นมันแน่ ก็ใครละไม่อยากแน่ไม่อยากเท่ห์

 


 

ผมว่า ก็จริงอยู่ ตอนน้าเป็นนักเรียน น้าก็อยากเท่ห์

 


 

ยิ่งชุดนักเรียนนั้นยิ่งเชยบรรลัย เด็กชายมานิตว่าต่อ ไปไหนต่อไหนใครเขาก็รู้ว่าเป็นนักเรียน ไปห้างไปเล่นเกมส์ก็รู้ว่าหนีเรียนมา เพื่อนๆ ของเขาจึงต้องติดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นยีนส์ไปโรงเรียนด้วย หรือบางคนพอถึงห้างก็เปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นเสื้อคอปกฮาวายกางเกงสแล็คแบบที่ผู้ใหญ่วัยทำงานเขาใส่กัน บางทีเป็นเสื้อกล้ามกางเกงวอร์มตามแต่แฟชั่นแรป ชุดนักเรียนทั้งเฉิ่มทั้งน่าอาย ยิ่งเป็นนักเรียนหญิงแล้ว พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ต้องแต่งหน้าทาปากใส่ขนตาปลอมให้งอนยาวอีกสักหน่อย เพื่อให้ดูเป็นสาวขึ้นมาสักนิด พวกเธอไม่ควรกักขังความงามภายในตัวตน เหมือนที่ผู้ใหญ่กดขี่ไม่ให้เราไว้ผมทรงอื่น ความงามต้องมีเสรีภาพของมันเอง แล้วก็ชวนไปเที่ยวต่อที่ไหนต่อที่ไหนกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวใครมารู้ว่าเป็นนักเรียน

 


 

ว่าก็ว่าเถิด เด็กชายมานิตแถลงการณ์ต่อว่า เพื่อนหญิงฝากบ่นมาว่าชุดนั้นเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ได้ก็จริงอยู่ หน้านั้นก็แต่งเสริมให้สวยสดงดงามอย่างไรก็ได้ แต่ไอ้ทรงผมที่ผมบอกยี่ห้อว่าเป็นนักเรียนอยู่นี่นะซิ มันเปลี่ยนไม่ได้ ใส่วิกก็ไม่อยากใส่ อยากได้ผมจริงๆ ตรงๆ ยาวๆ ซื่อๆ ปล่อยสยายให้สบายใจ แต่ทำไม่ได้เพราะมีกฎของโรงเรียนบังคับอยู่

 


 

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเริ่มคิดอยู่แต่ภายในใจว่า หัวก็หัวเรา ไอ้ที่ดำๆ สั้นๆ นั้นก็ผมเรา ทั้งหัวทั้งผมมันก็ควรมีเสรีภาพของมัน แล้วก็ถามน้าชายขึ้นว่า ทำไมเราทำอะไรกับสิ่งที่เป็นของๆ เราไม่ได้.....มันไม่ยุติธรรม

 


 

น้าก็ว่า มันก็จริงอยู่ หัวก็หัวมัน ผมก็ผมมัน แล้วเราจะไปยุ่งกับมันทำไม เอะ แต่พอมันจะตัดผม หรือสระผม หรือดัดผม หรือทำอะไรกับผมของมัน ทำไมมันมาเอาเงินที่กู น้าแกก็คิดไปอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

 


 

คิดอยู่นานเป็นสิบยี่สิบปี คิดอยู่รุ่นต่อรุ่น คิดจากรุ่นสู่รุ่น เด็กชายมานิตโตเป็นผู้ใหญ่ มีงานมีการทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ไว้ผมรองทรงอย่างที่เสรีภาพในใจมันต้องการ แต่เป็นความโชคร้ายของมัน ที่ไว้อยู่ได้ไม่นาน มันก็ต้องกลับตัดผมเกรียนเหมือนตอนเป็นนักเรียน นั่นเพราะผมมันหงอกไวตามพันธุกรรมที่มันได้รับมาจากพ่อมานะนางยุพิน

 


 

นายมานิตหัวเกรียนมีลูกชายคนหนึ่งชื่อมานพ วันหนึ่งเด็กชายมานพก็ถามพ่อว่า ทำไมเราไม่มีเสรีภาพในการไว้ผม มานิตได้แต่ยิม

 


 

มานพว่า เมื่อเราเปลี่ยนกฎโรงเรียนไม่ได้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ คือ ทำชุดนักเรียนนั่นแหละให้ดูต่างออกไปจากเพื่อนๆ เช่นที่เด็กหญิงทำมันให้ดูเซ็กซี่ขึ้น ให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น นุ่งกระโปรงให้สั้นขึ้น ใส่เสื้อให้รัดรูปมากขึ้น ซึ่งเขาชอบมองเป็นที่สุด เสรีภาพของพวกเธอดูออกจะขาวๆ ขอบกล เขาเองก็รูดถุงเท้าลงเสียให้ไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขัดกฎโรงเรียนที่ต้องดึงให้ตึง รองเท้านักเรียนที่พ่อมานิตซื้อให้ใหม่ก็เอามาแช่ไฮเตอร์ให้มันกัดจนสีลอกสีหลุดเกิดเป็นลายด่างๆ ต่างออกไป แต่ก็ยังอยู่ในกรอบของกฎโรงเรียน

 


 

คิดอยู่นานเป็นสิบยี่สิบปี คิดอยู่รุ่นต่อรุ่น คิดจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงวันนี้

 


 

เมื่อสังคมอยู่ในยุคเสรีภาพทางสื่อออนไลน์ เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฮิ ฮิ ผู้ใหญ่นั้นตามก้นเด็กไม่ทันหรอกกับเรื่องเทคโนโลยี ก็ถึงเวลาที่จะได้ปลดปล่อยตนเองออกจากกฎระเบียบโรงเรียนอย่างจริงๆ จังๆ เสียที โดยอาศัยเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยที่พูดกันรุ่นต่อรุ่น มาจนถึงทุกวันนี้ พวกเด็กนักเรียนจึงยื่นข้อเสนอกับสังคมว่า เราจะเปลี่ยนทรงผม จะไม่แต่งชุดนักเรียน จะแต่งหน้าทาปากมาเรียน เสื้อผ้าหน้าผมต้องไม่อายใครเมื่อเดินเข้ามาในโรงเรียน

 


 

เขาเรียกร้องกับสังคม แต่โรงเรียนไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างใด เมื่อสวมเสื้อยืดปล่อยผมใส่กางเกงขายาวสีสดมาเรียน ครูก็ไล่กลับบ้านเพราะผิดระเบียบวินัยของโรงเรีย พวกเขาก็โวยวายกันในอินเตอร์เน็ตว่าริดรอดสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย แล้วเรื่องก็ลุกลามใหญ่โต กลายเป็นเรื่องการเมืองไปเสียฉิบ

 


 

เอาเข้าจริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องของความอยากเท่ห์ ความน่าอาย ความเป็นวัยรุ่น ความปรารถนาให้เพศตรงข้ามมาสนใจบ้าง ความไม่อยากเป็นเด็กกับเขา อยากจะพ้นจากสภาพเด็กให้ไวๆ อยากเป็นผู้ใหญ่ให้ไวๆ ถามในใจว่าเครื่องแบบต่างๆ มีไว้ทำไม ตอบเองในใจว่า คำตอบที่ง่ายและตรงที่สุด คือ ไว้แบ่ง แบ่งให้รู้ว่าเราอยู่สังกัดไหน แล้วทำไมต้องให้รู้ว่าอยู่สังกัดไหน เพราะต้องการให้รู้จักหน้าที่ของตนในสังกัดนั้น ซึ่งต่างออกไปจากคนที่อยู่ในสังกัดอื่น ทำไมต้องทำตามหน้าที่ของตนในสังกัดนั้น เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในสังกัด หากคนแต่ละคนไม่ทำตามหน้าที่ของตน ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่น สังคมก็จะวุ่นวาย งานที่จะต้องทำก็ไม่ได้ทำ

 


 

การแต่งชุดนักเรียน ไว้ผมทรงนักเรียน ก็เพื่อให้เขาตระหนักรู้ว่าตัวเขาเองเป็นนักเรียน (ซึ่งนำมาซึ่งความน่าอายกับเขาว่ายังเป็นแค่นักเรียน) เพื่อให้เขาตระหนักรู้หน้าที่ในการเป็นนักเรียน คือเรียนหนังสือ เมื่อไม่รู้ว่าตนเป็นนักเรียน ก็ไม่รู้หน้าที่ของนักเรียน อยากแต่งองค์ทรงเครื่องให้งามอวดแข่งอวดเบ่งกัน แฟชั่นผมทุกแบบก็จะมีบนหัวนักเรียนหญิงนักเรียนชาย ชุดตามแฟชั่นก็ว่อนอยู่ในโรงเรียน ถุงเท้ารองเท้าแบบต่างๆ ก็เดินกันให้ขวักไขว่อยู่บนสนามหญ้าหน้าโรงเรียน การเหยียดและการอายก็อาจจะมีมากขึ้น คนรวยก็แต่งตัวงามคนไม่มีตังค์ก็แต่งตามยถากรรม เป็นเช่นนี้แล้ว นักเรียนจะไปโรงเรียนกันทำไม

 


 

เครื่องแบบทำให้เราเป็นพวกเดียวกัน ทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการแต่งตัว เด็กชายมานพเองก็พอจะเข้าใจอยู่ แต่ในใจก็คิดว่า แล้วมันจะเท่ห์ยังไง ถ้ายังตัดหัวเกรียนใส่ชุดนักเรียนอยู่ ยังไงก็ไม่เอา แกยืนยันอย่างนี้พร้อมชูสามนิ้วขึ้น