นายกฯปรับแผนสู้โควิด

หลังรัฐฯบริหารล้มเหลว

อันดับโลก OECD รั้งท้าย







นายสก็อต มอริสัน นายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนแผนการฉีดวัคซีนกระทันหันหลังจากที่มีการระบาดอย่างรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในออสเตรเลีย เปิดเฉพาะสายพันธุ์โควิดสายพันธุ์เดลต้า ที่มีการแพร่ระบาดและลุกลามไปอย่างรวดเร็วในทุกๆรัฐ

 

นายกฯปรับแผนสู้โควิด

หลังรัฐฯบริหารล้มเหลว

อันดับโลก OECD รั้งท้าย

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

Cover Story

 


 

นายสก็อต มอริสัน นายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนแผนการฉีดวัคซีนกระทันหันหลังจากที่มีการระบาดอย่างรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในออสเตรเลีย เปิดเฉพาะสายพันธุ์โควิดสายพันธุ์เดลต้า ที่มีการแพร่ระบาดและลุกลามไปอย่างรวดเร็วในทุกๆรัฐ

 


 

 


 

สำหรับมาตรการที่ออกมานี้จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฉีดวัคซีนของบริษัท AstraZeneca โดยไม่มีการจำกัดเรื่องอายุในกลุ่มผู้ใหญ่และลำดับเรื่องคิวของกลุ่มอายุอีกต่อไป สามารถติดต่อฉีดวัคซีนผ่านทาง GP ได้โดยตรง เนื่องจากวัคซีนยี่ห้อนี้ยังมีสต๊อกเหลืออยู่ในจำนวนมาก

 


 

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือวัคซีนของไฟเซอร์นั้นมีอยู่เหลือเพียงไม่มากแล้วในตอนนี้และจะต้องรอล็อตต่อไปที่กว่าจะมีการนำเข้าอีกครั้งก็คือเดือนกันยายนซึ่งแน่นอนว่าหากมีการรอกันต่อไป บางทีการแพร่ระบาดอาจจะมากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

 


 

 


 

ปัจจุบัน มีประชากรน้อยกว่าร้อยละ 5 ของออสเตรเลียที่ได้รับวัคซีนครบถ้วน ออสเตรเลียอยู่ในอันดับท้ายสุดของ OECD (The Organisation for Economic Co-operation and Development) เป็นผลจากการบริหารจัดการของเค้ารัฐบาลท้องถิ่นแต่ละประเทศซึ่งถือว่าออสเตรเลียอยู่ในกลุ่มที่บริหารจัดการได้ไม่ค่อยจะดีทำให้มียอดประชากรที่ฉีดวัคซีนครบถ้วนน้อยมากมากเป็นอันดับสุดท้าย

 


 

 


 

(องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นกลุ่มประเทศสมาชิก 37 ประเทศที่หารือและพัฒนานโยบายเศรษฐกิจและสังคม สมาชิก OECD มักเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สนับสนุนเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี)

 


 

ซึ่งทางด้านอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สตีเฟน ดักเคตต์ ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง nine.com.au ว่าข้อมูลข้างต้นจากโออีซีดีเป็นข้อกล่าวหาที่น่าเศร้าที่สุดทั้งทั้งที่ตัวเลขไม่ได้โกหกแต่อย่างใด

 


 

จากข้อมูลจะเห็นว่าประชากรที่เป็นผู้ใหญ่นายอิสราเอลที่ฉีดวัคซีนครบถ้วนมีมากถึงร้อยละ 60% โดยมีชิลี 53.8% และไอซ์แลนด์ 52% อยู่ในสามอันดับแรก สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 5 และ 6 โดยมีอัตราการฉีดวัคซีน 47.5% และ 45.5%

 


 

 


 

ตามข้อมูลล่าสุดที่ปรากฏในตารางจะเห็นว่าการทำงานของรัฐบาลคอสตาริกา เดี๋ยวเรื่องของการฉีดโควิดวัคซีนอย่างทั่วถึงนั้นยังบริหารจัดการได้ดีกว่าของออสเตรเลีย ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 22 จาก 28 ประเทศในกลุ่ม OECD ได้รับวัคซีน 15.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ซึ่งมากกว่าอัตราของออสเตรเลียถึง 3 เท่า

 


 

ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ทำให้การบริการจัดการเรื่องของวัคซีนของออสเตรเลียเป็นไปในขั้นที่เรียกได้ว่าเกือบล้มเหลว เนื่องจากการวางแผนผิดพลาดของรัฐบาลกลางในการร่วมมือกับบริษัทอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา เพียงบริษัทเดียว ไม่ได้มุ่งที่จะใช้บริการวัคซีนของบริษัทอื่นแต่อย่างใดในช่วงแรก

 


 

เมื่อมีปัญหาในการขนส่งวัคซีนยี่ห้อนี้อยู่ช่วงหนึ่งก็ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน อีกทั้งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ประชาชนเกิดความกลัวว่าผลกระทบจากวัคซีนยี่ห้อนี้ที่อาจทำให้เกิดเป็นโรคเลือดแข็งตัว ทำให้ปริมาณของคนที่ฉีดวัคซีนมีจำนวนน้อยกว่าที่คาดเอาไว้

 


 

และเมื่อกลับตัวจะจองวัคซีนของบริษัทอื่นๆ ก็ไม่สามารถจะได้รับตัววัคซีนได้อย่างทันท่วงทีต้องรอคิวอีกนานหลายเดือนเนื่องจากว่าสั่งจองช้ากว่าประเทศอื่นๆ

 


 

 


 

อีกทั้งการสนับสนุนมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในการผลิตวัคซีนภายในประเทศเองก็ล้มเหลว ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่พร้อมในการให้บริการประชาชน

 


 

Bill Bowtell ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ของ UNSW กล่าวว่า ต้องโทษการทำงานของรัฐบาลกลางที่วางแผนเรื่องนี้ไม่รอบคอบเพียงพอ เหมือนกับการแทงม้าที่เสี่ยงแทงแค่สองตัวทั้งๆที่มีม้านับสิบตัวในตลาดตอนนั้น และบังเอิญทั้งสองตัว ( AstraZeneca และ UQ ) ก็มีปัญหาทั้งคู่ ตัวแรกก็มีปัญหาด้วยความเชื่อมั่นว่าอาจจะทำให้เกิดโลหิตแข็งตัวได้หลังจากฉีด และอีกตัวก็ล้มเหลวในการผลิตวัคซีน

 


 

นาย Bowtell ได้ย้ำว่าต่างกับการทำงานของรัฐบาลกลางสหรัฐอาณาจักรที่ได้สัตว์สนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิดทุกยี่ห้อที่ผ่านการทดลองสองครั้งแรกแล้วทำให้สามารถจะเข้าถึงวัคซีนได้เร็วกว่าไม่ว่าบริษัทไหนจะผลิตออกมาได้ก่อนก็ตาม

 


 

"ตอนนี้ข้อเท็จจริงมันบอกออกมาแล้วว่า ปัจจุบันมีคนน้อยกว่าห้าเปอร์เซ็นต์ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมดในออสเตรเลีย และและผลจากที่วัคซีนยังฉีดขึ้นอย่างไม่ทั่วถึงเมื่อเจอกันระบาดของสายพันธุ์เดลต้าในขณะนี้ก็ยิ่งทำให้การควบคุมยากลำบากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว”

 


 

นาย Bowtell กล่าวว่า “ออสเตรเลียมีประชากรเพียง 25 ล้านคน ควรอยู่ในอันดับสูงๆ ของการจัดอันดับครั้งนี้เคียงข้างผู้นำ OECD อย่างเช่น สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี และฟินแลนด์ ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่ขยับขึ้น 50% แต่ก็อย่างที่เห็นเรากลับอยู่อันดับหลังท้ายนี้เราอาจจะมาสายเกินไปแล้ว” เขากล่าว

 


 

อ้างอิงข้อมูลจาก nine.com.au