ฉีดวัคซีนแบบผสม

ข่าวดีหรือข่าวร้าย







ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมากระแสเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในรูปแบบ 2 โดสต่างยี่ห้อกัน กำลังเป็นหัวข้อที่หลายๆคนสนใจมากที่สุดว่าในความเป็นจริงแล้วมันได้ผลอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆหรือไม่

 

ฉีดวัคซีนแบบผสม

ข่าวดีหรือข่าวร้าย

 

อ่านข้อมูลทั้งฉบับได้ที่นี่

 

Cover Story

 


 

ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมากระแสเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในรูปแบบ 2 โดสต่างยี่ห้อกัน กำลังเป็นหัวข้อที่หลายๆคนสนใจมากที่สุดว่าในความเป็นจริงแล้วมันได้ผลอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆหรือไม่

 


 

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แม้ว่าวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) จะรายงานว่า นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี เป็นคนระดับผู้นำคนแรกที่เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นเข็มที่ 2 โดยเลือกฉีดวัคซีนของโมเดอร์นา (Moderna) โดยต่างยี่ห้อกันกับวัคซีนเข็มแรกที่ฉีดไปเมื่อไปเมื่อ 16 เม.ย. คือ แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca)  แม้ว่าต้นเดือนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยซาลันด์ของเยอรมนี จะรายงานทดสอบเบื้องต้นว่า การเลือกฉีดวัคซีนแบบแอสตร้าเซนเนก้า-ไฟเซอร์ สามารถเพิ่มแอนติบอดีหลังฉีด 2 สัปดาห์ ได้มากกว่าการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มราว 10 เท่า แต่ผลงานวิจัยนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนในระยะยาวว่าได้ผลกว่าหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการวิจัยต่อไป 

 


 

จริงๆแล้วการใช้วัคซีนต่างชนิดร่วมกันหรือไขว้ชนิดกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดสำหรับนักภูมิคุ้มกันวิทยา ก่อนหน้านี้นักวิจัยด้านเอชไอวี (HIV) ได้ศึกษาการใช้วัคซีนในลักษณะนี้มานานแล้ว เพื่อการป้องกันไวรัสเอชไอวีจำเป็นต้องมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อน จึงเป็นไปได้ยากที่วัคซีนเพียงแค่ชนิดเดียวหรือยี่ห้อเดียวจะได้ผล  เนื่องจากวัคซีนเหล่านี้มักจะสร้างปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเพียงประเภทเดียวหรือกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันเพียงชุดเดียว

 


 

 


 

นอกจากนี้ทางเว็บไซน์ primocare.com ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ต่างชนิดใน 2 โดส ว่าทำได้จริงหรือไม่ ?

 


 

การฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อในเข็มต่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะได้เคยมีการทดลองกับวัคซีนชนิดอื่นๆ มาแล้ว เช่น วัคซีนโรคอีโบล่า มาลาเรีย วัณโรค โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นต้น โดยการฉีดแบบสลับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Heterologous prime-boost นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าสาเหตุที่การฉีดวัคซีน 2 เข็มต่างยี่ห้ออาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค เนื่องจากวัคซีนแต่ละตัวจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันในบางส่วนที่ต่างกัน หรือสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำเชื้อโรคในส่วนที่ต่างออกไป ซึ่งก็ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ 

 


 

การ Mix & Match วัคซีนโควิด-19 เริ่มมีการทดสอบในหลายประเทศ ล่าสุดผลการทดลอง Com-Cov ของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดที่ลองสลับฉีดวัคซีน 2 เข็มต่างชนิดกัน โดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน พบว่ากลุ่มที่ฉีดวัคซีนต่างชนิด ทั้ง Astrazeneca ตามด้วย Pfizer และ Pfizer ตามด้วย Astrazeneca มีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าการฉีด Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม

 


 

นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ฉีด Astrazeneca เป็นเข็มแรก ตามด้วย Pfizer ยังพบการเพิ่มขึ้นของระดับ T-cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจจับและกำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงที่สุด 

 


 

Astrazeneca + Pfizer

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Astrazeneca 2 เข็ม การตอบสนองของ T-cell สูงกว่ากลุ่มอื่น

 


 

Astrazeneca + Pfizer /Pfizer + Astrazeneca

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มที่ฉีด Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม

 


 

Pfizer + Pfizer

 

ระดับแอนติบอดีสูงกว่ากลุ่มอื่น

 


 

ผลการทดลอง Com-Cov นี้ค่อนข้างสอดคล้องกับการทดลองของนักวิจัยสเปนก่อนหน้าที่เผยว่าคนที่ได้รับวัคซีน Astrazeneca ในเข็มแรก ตามด้วย Pfizer ในเข็มที่ 2 มีภูมิคุ้มกันต่อโรคที่แข็งแรงและมากกว่าการฉีดวัคซีน Astrazeneca ทั้ง 2 เข็ม ซึ่งนับเป็นหลักฐานอีกขั้นที่สนับสนุนว่าการฉีดวัคซีนสลับคู่นี้สามารถทำได้ในกรณีที่จำเป็น โดยยังคงประสิทธิภาพที่ดีไว้ แต่อาจยังไม่ใช่การทดลองที่ใหญ่พอจะยืนยันได้ว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิดนั้นดีกว่าการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน

 


 

ทั้งนี้ การทดลองเกี่ยวกับวัคซีนตัวอื่นก็มีเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เช่น งานวิจัยของรัสเซียที่ทดลองโดยการฉีดวัคซีนของตัวเองอย่าง Sputnik V กับ AstraZeneca ซึ่งปกติการฉีดวัคซีน Sputnik V นั้นก็ถือว่าเป็นวัคซีนเวกเตอร์ไวรัสอะดีโนที่ต่างชนิดกันใน 2 เข็มอยู่แล้ว สำหรับประเทศไทย ทางคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ เพิ่งเปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัย ฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิดระหว่าง Sinovac และ Astrazeneca โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฉีด Sinovac เป็นเข็มแรก ตามด้วย Astrazenaca และกลุ่มที่ฉีด Astrazeneca ตามด้วย Sinovac เป็นเข็มที่ 2 ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

 


 

 


 

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบสลับยี่ห้อ ปลอดภัยแค่ไหน?

 


 

ข้อมูลความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบสลับของทางมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด สำหรับผลข้างเคียงในระยะสั้น พบว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ ซึ่งไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั่นเอง โดยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน ส่วนผลข้างเคียงในระยะยาวนั้นยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป 

 


 

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบ Mix & Match ทำได้หากแพ้รุนแรง

 


 

ปัจจุบันการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบสลับได้รับอนุญาตให้ใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นในหลายๆ ประเทศ เช่น เยอรมัน สวีเดน แคนาดา ฝรั่งเศส อีตาลี และสเปน อนุญาตให้ผู้ที่รับวัคซีน Astrazaneca เข็มแรกแล้วมีอาการที่เชื่อมโยงกับภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติสามารถรับวัคซีนเข็มที่ 2 ตัวอื่นได้ 

 


 

ด้านเกาหลีใต้ที่เผชิญปัญหาการจัดส่งวัคซีน Astrazeneca ล่าช้าก็ได้ประกาศให้บุคลากรทางการแพทย์ที่รับเข็มแรกไปแล้ว รับวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 ไปก่อนเช่นกัน

 


 

นอกจากนี้ทางเว็บไซต์ bangkokbiznews ได้รายงานว่า ดร.เคท โอไบรอัน หัวหน้าฝ่ายวัคซีนขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวให้ข้อมูลว่า วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับอนุมัติใช้เพื่อการฉุกเฉินทั่วโลกตอนนี้ ได้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ในการต่อสู้กับไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แต่วิธีในการผลิตแอนติบอดีจะแตกต่างกันออกไป

 


 

"หากยึดตามพื้นฐานการทำงานของวัคซีน คิดว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกัน ได้ผลในการป้องกันโควิด-19"

โอไบรอัน ระบุ 

 


 

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ กำลังทดสอบการใช้วัคซีนโควิดในรูปแบบ 2 โดสที่ต่างชนิดกัน โดยทดสอบระหว่างวัคซีน ผลิตโดยบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า โมเดอร์นา โนวาแวกซ์ และไฟเซอร์กับไบออนเทค อีกทั้งยังมีการทดสอบแบบเดียวกันในกลุ่มทดลองขนาดเล็กในสเปน และเยอรมนี 

 


 

แม้มีแนวโน้มว่า “มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ” แต่นักวิจัยชาติตะวันตกยังคงรวบรวมข้อมูลเพื่อให้แน่ใจชัดขึ้น

 


 

โลเลนซ์ ยัง นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอลวิคของอังกฤษ กล่าวว่า การมิกซ์แอนด์แมทช์วัคซีนประเภทต่างๆ มักจะสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งขึ้น

 


 

 


 

หลังจากที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าถูกเชื่อมโยงกับอาการลิ่มเลือดหายาก ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีนในประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน จึงแนะนำให้ผู้รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว รับวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาเป็นเข็มที่สองแทน

 


 

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ในอังกฤษและแคนาดา เจ้าหน้าที่แนะประชาชนควรตั้งเป้าที่จะรับวัคซีนชนิดเดียวกันทั้งสองโดส ในกรณีพวกเขาได้รับแอสตร้าเซนเนก้าแล้วเป็นเข็มแรก และควรได้รับวัคซีนชนิดอื่น ก็ต่อเมื่อมีประวัติเกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเกิดลิ่มเลือดสูงขึ้น

 


 

สำหรับวงการแพทย์เริ่มคาดการณ์ว่าในอนาคตอาจจะต้องมีการฉีดวัคซีน covid เป็นเข็มที่ 3 เพราะเนื่องจากว่าเชื้อโควิทได้มีการกลายพันธุ์ไปเป็นจำนวนมากและบางครั้งก็ไม่สามารถป้องกันได้เต็มที่ 100% อย่างที่เป็นข่าวว่าในเมืองไทย มีแพทย์ที่ที่ได้รับการฉัดวัคซีนชิโนแวคไปแล้ว 2 เข็ม แต่ได้เสียชีวิตไปเนื่องจากติดโควิด เชื่อว่าการรายงานเกี่ยวกับการคิดขั้นที่ 3 จะมีเร็วๆนี้ว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 


 

สำหรับคนที่อยู่ในออสเตรเลียตอนนี้ก็คงต้องระวังกันมากขึ้นเนื่องจากมีการระบาดของ covid กันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในรัฐ New South wales จนทำให้ทางรัฐบาลท้องถิ่นต้องมีการล๊อคดาวน์อีกครั้งในช่วงนี้ ในขณะที่อื่นๆจึงมีจำนวนตัวเลขที่ต่ำมากๆ

 


 

สำหรับคนที่อยู่ใน New South wales ก็ขอให้ติดตามการรายงานข่าวของเว็บไซต์ NSW Health อย่างใกล้ชิด รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการต่างๆที่ออกมาโดยรัฐบาลท้องถิ่นในช่วงนี้อย่างเคร่งครัด